นี่ถือเป็นการกล่าวสุนทรพจน์บนเวทียูเอ็น ครั้งที่ 8 และครั้งสุดท้าย ของนายบารัค โอบามา ในฐานะผู้นำสหรัฐ ก่อนที่จะต้องอำลาตำแหน่งในเดือน ม.ค. ปีหน้า โดยโอบามายอมรับว่า สหรัฐและชาติมหาอำนาจอื่นๆ มีความสามารถจำกัดในการแก้ไขปัญหาและความท้าทาย ที่โลกกำลังเผชิญอยู่ ทั้งปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก ความรุนแรงในตะวันออกกลางพร้อมย้ำว่า หนทางเดียวที่จะแก้วิกฤตสงครามกลางเมืองในซีเรีย คือ ความพยายามทางการทูต ไม่ใช่การใช้กำลังทหาร
ส่วนประเด็นวิกฤตผู้อพยพ นายโอบามาได้เรียกร้องให้บรรดาผู้นำโลกเปิดใจรับผู้อพยพที่หนีภัยสงครามจากบ้านเกิด ให้เหมือนกับรัฐบาลเยอรมนี และแคนาดา ซึ่งให้คำมั่นจะรับผู้อพยพเพิ่มเป็น 2 เท่าในปีนี้ โดยสหรัฐเองก็ตั้งเป้าจะรับผู้อพยพเพิ่มอีก 110,000 คน ในปีงบประมาณ 2017 ซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันที่ 1 ต.ค. นี้
ในขณะที่นายโอบามากล่าวอำลายูเอ็น ก็มีอีกหนึ่งผู้นำที่ขึ้นเวทีเป็นครั้งแรก นั่นคือ นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ของอังกฤษ ซึ่งเธอก็ยืนยันว่า แม้สหราชอาณาจักรจะตัดสินใจออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป แต่รัฐบาลอังกฤษจะไม่หันหลังให้กับวิกฤตที่ประชาคมโลกเผชิญอยู่ ทั้งปัญหาก่อการร้าย ภาวะโลกร้อน และวิกฤตผู้อพยพ
ขณะเดียวกัน บรรดาผู้นำจากกว่า 50 ชาติทั่วโลก ได้ร่วมการประชุมสุดยอดระดับผู้นำด้านผู้ลี้ภัยที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นประธาน ซึ่งผู้นำแต่ละประเทศได้ใช้เวทีนี้ในการอธิบายถึงผลงานที่ผ่านมาในการจัดการกับปัญหาผู้อพยพและผู้ลี้ภัยของตน พร้อมกับแสดงความมุ่งมั่นเพิ่มเติมที่จะแก้ปัญหาให้บรรลุผล
ซึ่งในส่วนของประเทศไทย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ขึ้นกล่าวสรุปผลงานของรัฐบาลไทยที่ผ่านมาซึ่งได้ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยจากประเทศเพื่อนบ้านตามพันธสัญญา
นอกจากนี้ ไทยได้ออกมาตรการต่างๆ ปรับปรุงการบังคับใช้กฎหมาย และจัดสรรงบประมาณเพื่อให้การศึกษา ฝึกอาชีพ รวมถึงให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ ขณะเดียวกันก็กำลัง พิจารณาจัดทำระบบคัดกรองให้เป็นมาตรฐานสากล
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้แสดงความยินดีที่ประชาคมโลกได้รับรองปฏิญญานิวยอร์กสำหรับผู้ลี้ภัยและผู้โยกย้ายถิ่นฐานเมื่อวานนี้ พร้อมเสนอแนะว่าทุกประเทศจะต้องร่วมกันรับผิดชอบแก้ไขปัญหานี้ และควรเปิดพื้นที่เชิงนโยบายให้กับประเทศต้นทาง กลางทาง และปลายทางในการแก้ไขปัญหาภายในบริบทของตนเอง