แรงบันดาลใจจากภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ ผ่านมุมมองช่างภาพผู้บันทึกภาพประวัติศาสตร์ (คลิป)

โดย PPTV Online

เผยแพร่

พระอัจฉริยภาพด้านการถ่ายภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นที่ประจักษ์ไปทั่ว เนื่องจากที่ผ่านมา ไม่ว่าพระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมราษฎรที่แห่งหนไหน ก็จะมีกล้องถ่ายรูปติดพระองค์ไปด้วยเสมอ จึงมีภาพฝีพระหัตถ์ออกมาในหลายมุมมอง และไม่ใช่แค่ความสวยงามจากภาพฝีพระหัตถ์เท่านั้น ภาพเหล่านี้ยังทรงใช้เพื่อประกอบการทรงงานของพระองค์ด้วย

ภาพฝีพระหัตถ์จำนวนมาก กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับช่างภาพในประเทศไทยจำนวนมากนำไปปฏิบัติตาม ทีมข่าวนิวมีเดีย พีพีทีวี มีโอกาสได้พูดคุยกับ ช่างภาพระดับตำนานผู้ที่เคยบันทึกภาพประวัติศาสตร์ของประเทศ รวมทั้งครั้งหนึ่งเคยได้ถวายงานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

“การถ่ายภาพเป็นงานศิลปะเป็นของดีมีประโยชน์ ขออย่าได้ถ่ายภาพกันเพื่อความสนุกสนาน หรือความสวยงามเท่านั้น จงใช้ภาพให้เกิดคุณค่าแก่สังคม ให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม งานศิลปะจะได้ช่วยพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้อีกแรงหนึ่ง”  พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ อ.วรนันทน์ ชัชวาลทิพากร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศน์ศิลป์ (ภาพถ่าย) ปี 2552 ยึดถือเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติตนมาโดยตลอด


อ.วรนันทน์  บอกต่อว่า จึงมีการน้อมนำพระราชดำรัสมาปฏิบัติ เนื่องจากพระองค์ท่านอยากที่จะให้ช่างภาพในประเทศไทยได้มีการบันทึกความเปลี่ยนแปลงในประเทศเพื่อให้เกิดความก้าวหน้า และเก็บเป็นประวัติศาสตร์ว่า ในปีนั้นๆ มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ยึดถือในการปฏิบัติตนมาโดยตลอด
 

“ช่างภาพทุกคนเมื่อเห็นท่านทรงกล้องถ่ายรูป ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ และก็ทรงมาตลอด อาจจะเปลี่ยนรุ่นไปบ้าง นอกจากนี้ภาพที่พวกเราเห็นบ่อยก็คือท่านจะทรงพกแผนที่ ดินสอ และกล้องถ่ายรูป ซึ่งตอนหลังเรามีโอกาสทำงานถวายท่านคือสมุดภาพฝีพระหัตถ์ในการพัฒนาประเทศ ทำให้พวกเราประทับใจว่าแม้ท่านจะทรงงานหนักมากว่า 70 ปี ก็ได้ทำการบันทึกภาพต่างๆ ทั่วประเทศไทยเพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศด้วย เห็นที่ใช้งานมากๆ คือด้านชลประทาน โครงการฝนหลวง โครงการพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ เป็นแต่ละโครงการที่ช่วยเหลือประชาชนได้มากมาย” ศิลปินแห่งชาติรายนี้ เผยความประทับใจจากภาพฝีพระหัตถ์


อ.วรนันทน์ บอกว่า สำหรับภาพฝีพระหัตถ์ที่ประทับใจนั้นมีหลายรูป แต่ขอยกมาภาพหนึ่ง คือภาพที่ได้พระราชทานแก่สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยฯ คือภาพ “ในอ้อมพระกร” รูปนี้ถ่ายที่ประเทศออสเตรเลียในปี 2505 ภาพนี้ทรงใช้เลนส์ฟิชอายหรือเลนส์ตาปลา ทรงตั้งเวลาและยืนล้อมกับประชาชนที่มามุงล้อม มีความหมายสอดคล้องกับพระราชภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่ทรงโอบอุ้มพสกนิกรทั้งหลายไว้ในอ้อมพระกร

ด้าน อ.นพดล อาชาสันติสุข รองประธานมูลนิธิภาพถ่ายแห่งประเทศไทย กล่าวว่า พระอัจฉริยะด้านการถ่ายภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ โดยภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ที่คนไทยคุ้นตา คือ ภาพพระองค์กับกล้องถ่ายรูป นอกจากพระองค์จะถ่ายรูปทั่วๆ ไปแล้ว พระองค์ท่านยังนำภาพถ่ายฝีพระหัตถ์มาใช้พัฒนาประเทศไทยด้วย เช่นการพัฒนาแหล่งน้ำ การพัฒนาพื้นที่เพาะปลูก การแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วม


สำหรับการที่พระองค์ทรงช่วยเหลือวงการถ่ายภาพ จนกลายเป็นแรงบันดาลใจของนักถ่ายภาพทุกคน คือหวังจะได้รับถ้วยพระราชทานจากพระองค์ท่าน เพราะการถ่ายภาพเมืองไทย ถ้วยพระราชทานจากพระองค์ท่านนับว่าเป็นรางวัลที่สูงสุด โดยพระองค์ได้มีการตัดสินภาพเพื่อให้ได้รับรางวัลด้วยพระองค์เอง สิ่งเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจให้ช่างภาพหลายๆคน เพื่อให้ถ้วยใบนี้

ในภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของพระองค์ อ.นพดล บอกว่าา ได้โอกาสได้เห็นภาพเหล่านั้นจำนวนหนึ่ง เพราะมีโอกาสได้เป็นรองประธานคณะกรรมการการจัดทำภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยฯ พ และต้องนำภาพถ่ายฝีพระหัตถ์มาเพื่อจัดนิทรรศการที่เวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ในขณะนั้น  ภาพที่เห็นทั้งหมดแสดงออกถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่าน แทบจะทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายหลายๆแบบ รวมทั้งภาพถ่ายที่แสดงถึงพระอารมณ์ขัน เช่น ภาพสุนัขทรงโปรดของพระองค์ท่าน แต่ยังใช้ภาพถ่ายเพื่อการพัฒนาประเทศ เพื่อนำมาสร้างโครงการต่างๆ

ขณะที่ ภาพ “แตรหลวง” เป็นภาพฝีพระหัตถ์ที่ได้นำมาใช้ในการเป็นแรงบันดาลใจของตัวเอง พระองค์ท่านถ่ายพระองค์ท่านเอง ถ่ายโดยใช้เลนส์ฟิชอาย และใช้การตั้งเวลา ภาพที่ออกมาแตรจะมีขนาดใหญ่ เลยมีชื่อภาพว่าแตรหลวง ซึ่งองค์ประกอบในภาพนั้นบอกทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกฎสามส่วน พระองค์ท่านอยู่ในมุมภาพที่พอดี ซึ่งเป็นพระอัจฉริยภาพของเรื่องการจัดองค์ประกอบได้ดีมาก

รองประธานมูลนิธิภาพถ่ายแห่งประเทศไทย เชื่อว่า ทั่วโลกชื่นชมพระองค์ท่าน น่าจะมาจากการพัฒนาสิ่งต่างๆในประเทศไทย และท่านน่าจะเป็นพระมหากษัตริย์องค์เดียวในโลก ที่ถ่ายภาพและคิดทุกวิธีทางที่จะพัฒนาทั้งแหล่งน้ำ แหล่งทำกินให้กับประชาชน สิ่งเหล่านี้ ใครที่พบเห็นท่าน จะพบว่าท่านสะพายกล้องมาโดยตลอด ในตลอดเวลาที่เห็นหลายสิบปี ภาพที่เห็นจนชินตา ว่าไม่ว่าท่านจะทรงงานอย่างไรก็ตาม ท่านจะต้องมีกล้องติดตัวไปตลอดเวลาเช่นกัน

“ส่วนแรงบันดาลใจเมื่อเห็นภาพฝีพระหัตถ์นั้นถึงแม้ว่าท่านจะประทับที่อยู่โรงพยาบาลศิริราชก็ยังทรงกล้องถ่ายรูปอยู่  เราจะพบว่าในการถ่ายภาพไม่ได้จำกัดว่าอยู่ที่ไหนหรืออย่างไร อย่างน้อยเป็นแรงบันดาลใจให้ผมอย่างหนึ่งว่า การถ่ายภาพ ถ่ายไปได้ตลอด ผมอยากให้เรานึกถึงว่าบ้านเราเองสมัยที่ตอนเด็กๆ หน้าตาบ้านเราเป็นยังไง เมื่อโตแล้วบ้านเราเป็นยังไง เมื่อเรากลับไปดูบ้านที่เราอยู่ตอนเด็ก เราจะเห็นถึงพัฒนาการเหล่านี้ พวกนี้เป็นหลักฐานการเปรียบเทียบทางประวัติศาสตร์ได้ ” อ.นพดล เผยถึงแรงบันดาลใจที่ได้รับจากภาพฝีพระหัตถ์

ไม่ต่างจาก อ.สวัสดิ์ ปฏิภาณประเสริฐ ประธานสมาพันธ์สมาคมการถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ย้อนความทรงจำให้เราฟังว่า ที่ผ่านมามีเหตุการณ์ที่เราประทับใจที่ได้ถวายงานพระองค์ท่านที่เสด็จไปเปิดโรงพยาบาลนครสวรรค์ งานนั้นถือว่าเป็นงานที่ประทับใจที่สุดในชีวิตการถ่ายภาพ เพราะได้อยู่กับพระองค์ท่านนานหลายชั่วโมง แต่ไม่ว่าพระองค์ท่านจะเสด็จที่ไหน ทุกภาพล้วนเป็นภาพความประทับใจ

“พระองค์ท่านทรงเป็นอัครศิลปิน ท่านทรงถ่ายภาพแต่ละภาพออกมา ได้สื่อถึงความหมาย ที่จะนำไปพัฒนาประเทศ หรือให้พสกนิกรนำไปเป็นปรัชญาในการดำเนินชีวิตได้ ถือว่าภาพฝีพระหัตถ์แต่ละภาพที่พระองค์ได้ถ่ายล้วนประทับใจนักถ่ายภาพทั้งสิ้น รวมทั้งชาวต่างประเทศด้วย ภาพฝีพระหัตถ์ที่พระองค์ถ่ายนั้นมีความหมายที่ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้”

อ.สวัสดิ์ บอกต่อว่า ภาพฝีพระหัตถ์ที่ประทับใจนั้นมีอยู่หลายภาพ แต่ที่เลือกมาคือภาพ “สามัคคี 4 พระหัตถ์” แสดงความรักสามัคคีของ 4 พระองค์ และยังแสดงให้คนในชาติรักและสามัคคี เพื่อพัฒนาประเทศชาติตามที่พระองค์ท่านได้ตรัสไว้ ภาพนี้พระองค์ท่านถ่ายมาแล้วมีความหมายลึกซึ้งมาก ภาพนี้น้อยคนจะได้เห็น ภาพนี้พระองค์ประทานให้สมาคมถ่ายภาพในพระบรมราชูปถัมป์

ส่วนอีกภาพคือ ภาพ “แม่ของชาติ” เป็นภาพที่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงกอดสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารีแนบไว้กับพระอุระ ถือว่าสร้างความอบอุ่น ภาพนี้ถ่ายบนเครื่องบิน พระองค์ท่านคงจะสื่อว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรจะอบอุ่นเท่าอ้อมกอดของแม่ เป็นความหมายที่ลึกซึ้งกับผู้ที่พบเห็น

“ภาพฝีพระหัตถ์ของพระองค์ท่าน ไม่ว่าเสด็จไปที่แห่งไหน ภาพแต่ละภาพที่พระองค์ถ่าย ในฐานะที่เราเป็นช่างภาพ ถือว่าภาพแต่ละภาพนั้นมีความมหมายและประทับใจมาก ซึ่งภาพตรงนี้สามารถไปพัฒนาประเทศและพสกนิกรของพระองค์ท่านได้ เช่นสร้างโครงการต่างๆ เช่น ที่ห้วยฮ่องไคร้ เมื่อก่อนพื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่กันดารมาก เมื่อพระองค์ท่านเสด็จมาก็กลายเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก สามารถให้ชาวบ้านมีรายได้จากสิ่งแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลง”

ประธานสมาพันธ์สมาคมการถ่ายภาพแห่งประเทศไทย เล่าต่อว่า เมื่อเราเห็นภาพของพระองค์ท่านแล้ว เราก็มาย้อนดูตัวเราว่าจะเดินตามรอยพ่อได้อย่างไร จะถ่ายภาพให้ทุกภาพออกมาแล้วสื่อความหมายได้ ไม่ใช่แค่ถ่ายภาพอย่างเดียว เราจะต้องเล่าเรื่องให้กับคนที่ไม่ได้ไปสถานที่นั้น เห็นแล้วสื่อความหมายได้เลย และให้คนรุ่นต่อไปไป เป็นแนวทางที่จะถ่ายภาพต่อไป



“ส่วนช่างภาพรุ่นใหม่ๆ ปัจจุบันมีเทคนิคใหม่ๆเข้ามาช่วยได้เยอะ หรือภาพแนวใหม่ๆ  แต่เราจะถ่ายภาพแต่ละภาพให้มีคุณค่าได้อย่างไร อันนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก ทุกคนถ่ายภาพได้ แต่เราจะสื่อความหมาย สร้างความประทับใจ สร้างประโยชน์ให้คนที่พบเห็นและสืบทอดต่อไปให้คนรุ่นต่อไปได้” อ.สวัสดิ์ ฝากข้อคิดถึงช่างภาพรุ่นใหม่ 


นี่เป็นเพียงมุมมองบางส่วนของช่างภาพผู้ที่ผ่านการถวายงานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จนประจักษ์ถึงพระอัจฉริยภาพด้านการถ่ายภาพจนเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกและในต่างประเทศ และถือว่าภาพฝีพระหัตถ์ของพระองค์ท่านจะเป็นแรงบันดาลใจให้ช่างภาพรุ่นใหม่ยึดถือและนำไปปฏิบัติตาม ที่ไม่ใช่แค่การถ่ายภาพให้สวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ภาพนั้นควรจะต้องมีความหมายและสามารถใช้ประโยชน์จากภาพนั้นได้ด้วย 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เปิดโต๊ะข่าว

เปิดโต๊ะข่าว

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ