วันนี้ (27 ต.ค. 59) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) และสมาคมสัตววิทยาแห่งลอนดอน เปิดเผยรายงานเรื่องสิ่งแวดล้อมฉบับล่าสุด ระบุว่า จำนวนประชากรสัตว์ป่าในโลกลดลงถึง 58% ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ซึ่งหากยังเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ จำนวนประชากรสัตว์มีกระดูกสันหลังอาจลดลงถึง 2 ใน 3 ภายในปี 2020
เมื่อจำแนกข้อมูลจะพบว่า กลุ่มตัวอย่างของสัตว์ที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบ แม่น้ำ และพื้นที่ชุ่มน้ำ ลดลงมากที่สุด รวมถึงประชากรช้างในแอฟริกา ที่ลดลงอย่างมากจากการล่าเพื่อเอางา และประชากรฉลาม ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจากอุตสาหกรรมประมง
ส่วนสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์นี้ ล้วนเกิดจากน้ำมือของมนุษย์ ทั้งการบุกรุกถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า การล่าสัตว์ป่าเพื่อการค้า มลพิษ และภาวะโลกร้อน
ดร.ไมค์ แบร์เรต หัวหน้ากองวิทยาศาสตร์และนโยบาย ของ WWF กล่าวว่า หากการใช้ทรัพยากรยังคงดำเนินอยู่ในอัตราเช่นนี้ต่อไป จำนวนประชากรสัตว์ป่าทั่วโลกก็จะลดลงเรื่อยๆ ซึ่งขณะนี้ได้มาถึงจุดที่ไม่มีข้ออ้างในการปล่อยปละละเลยธรรมชาติอีกแล้ว เพราะทุกคนต่างตระหนักดีว่าสาเหตุที่แท้จริงของปรากฎการณ์นี้คืออะไร และการกระทำของมนุษย์ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติและประชากรสัตว์ป่ามากเพียงใด
ทั้งนี้รายงานดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานล่าสุดเมื่อปี 2014 ที่ระบุว่า ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ประชากรสัตว์ป่าโลกลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง เนื่องจากมนุษย์ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่มีขอบเขต ทั้งตัดต้นไม้และจับปลาในปริมาณที่เติบโตทดแทนไม่ทัน ซึ่งเกินกว่าที่โลกจะรับได้