เสียงดนตรีที่ดังกังวารด้วยทำนองโศกเศร้า เป็นสิ่งที่ยังบ่งบอกถึงความเศร้าโสกาอาดูร มิรู้ลืมเลือน ของการสูญเสียพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทย เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559
ตามโบราณราชประเพณีแล้ว การประโคมย่ำยาม ในการพิธีพระบรมศพ มีจุดประสงค์เพื่อเป็นเครื่องประกอบพระราชอิศริยยศขององค์พระมหากษัตริย์ และเป็นสัญญาณให้ทราบกำหนดเวลาปฏิบัติหน้าที่ ตามกำหนดเวลาทุก 3 ชั่วโมง โดยในการพิธีพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช ครั้งนี้ จะมีการประโคมย่ำยาม 7 รอบ ตั้งแต่เวลา 06.00 น. 09.00 น. 12.00 น. 15.00 น. 18.00 น. 21.00 น. และ 24.00 น. ใช้เวลาประโคมครั้งละ 15 นาที
การประโคมย่ำยามเป็นราชพิธีโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุทธยา โดยการบรรเลงและการจัดการจะแตกต่างกันไปตามลำดับชั้นยศของพระบรมวงศานุวงศ์แต่ละพระองค์ เช่น เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงจะแตกต่างกัน เศวตฉัตรมีลำดับชั้นแตกต่างกัน
ผู้ที่เล่นดนตรีประโคมจะเรียกว่า เจ้าพนักงาน สำหรับวงประโคมย่ำยามกองงานเครื่องสูงสำนักพระราชวัง มีจำนวน43คน จะแต่งกายด้วยเสือสีแดง หมวกกลีบลำดวนสีแดงขลิบเหลือง และผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันคนละ 2 ช่วง แบ่งเป็นช่วงเช้าและช่วงบ่าย ซึ่งหัวหน้ากองงานเครื่องสูงเล่าว่าผู้ที่มีความประสงค์จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวงสามารถเข้ามาติดต่อได้แม้ไม่เคยมีพื้นฐานด้านดนตรีไทยมาก่อน ก็สามารถเข้ามาฝึกและทดลองงานก่อนได้ แต่กว่าจะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน ซึ่งบางคนฝึกอยู่ประมาณ 6-7ปี ถึงได้รับการบรรจุ
สำหรับนายเวทินเอง เคยติดตามพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไปถวายงานที่ต่างจังหวัดอยู่หลายครั้ง แม้จะไม่ได้ใกล้ชิดกับพระองค์มากนัก แต่นายเวทินเล่าว่า พระองค์เคยมีรับสั่งกับวงประโคมว่า “เหนื่อยไหม ให้อดทนหน่อย”
สำหรับการประโคมย่ำยามจะมีการบรรเลงไปตลอดทุกวันจนครบ 100 วัน รวมถึงยังมีวงปี่พาทย์นางหงส์จากกรมศิลปากรมาร่วมบรรเลงด้วยใน 5 บทเพลง นอกจากการประโคมเกี่ยวกับงานที่แสดงออกถึงการถวายอาลัยต่อพระบรมศพแล้ว ในงานราชพิธีมงคลก็มีการบรรเลงประโคมเช่นกัน แต่จะมีการใช้เครื่องดนตรีที่แตกต่างกันออกไป