ตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว แม้ในหลายพื้นที่โดยเฉพาะเมืองหลวง อากาศยังร้อนและมีแดดแรงในตอนกลางวัน แต่ในต่างจังหวัดที่อุณหภูมิเริ่มเย็นลงแล้ว โดยเฉพาะบนยอดดอยและยอดภู ล่าสุดเช้าวันนี้ที่ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ เกิดน้ำค้างแข็งบนยอดหญ้าหรือ “เหมยขาบ” สร้างความตื่นตาตื่นใจให้นักท่องเที่ยว พากันถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก อย่างไรก็ตาม ในช่วงฤดูหนาวนอกจากต้องระวังผลกระทบต่อสุขภาพ ขณะเดียวกันยังต้องเพิ่มความระมัคระวังในการสัญจร โดยเฉพาะในช่วงเช้ามืดที่มักมีหมอกลงจัด ซึ่งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุทางถนนได้ง่ายมากขึ้น
ดร.ทิพย์สุดา ไชยไพบูลย์วงศ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาฟิสิกส์อิเล็กทรอนิกส์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาว หลายพื้นที่เริ่มมีหมอกลงจัดในยามเช้าและกลางคืน โดยเฉพาะจังหวัดในภาคเหนือและอีสาน เนื่องจากอุณหภูมิอากาศที่เย็นลง ส่งผลให้ไอน้ำกลั่นตัวกลายเป็นหมอก ซึ่งเป็นอุปสรรคบดบังทัศนวิสัย ในการขับรถจนอาจเกิดอุบัติเหตุ และสร้างความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สินได้
ดร.ทิพย์สุดา ไชยไพบูลย์วงศ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาฟิสิกส์อิเล็กทรอนิกส์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)
สำหรับข้อแนะนำในการขับขี่รถยนต์ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ในช่วงที่หมอกลงจัด คือ
1. รักษาความเร็วในการขับรถ ในสภาวะอากาศที่มีหมอกลงพื้นถนนจะมีความเปียกชื้น โดยทั่วไปเมื่อผิวถนนเปียกความเสียดทานของผิวถนนจะลดลงประมาณ 30% ส่งผลให้ผิวถนนลื่นกว่าปกติ ดังนั้น ในกรณีที่หมอกลงไม่มาก โดยผู้ขับมีทัศนวิสัยในการมองเห็นมากกว่า 100 เมตร หรือประมาณ 25 คันรถ ควรลดอัตราเร็วในการขับสัก 1 ใน 3 ของอัตราเร็วในการขับปกติ
ตัวอย่างเช่น ปกติเส้นทางนี้ ขับที่ความเร็ว 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง อาจจะลดลงเหลือ 60 กิโลเมตร/ชั่วโมงส่วนในกรณีที่หมอกลงหนาจัด โดยผู้ขับมีทัศนวิสัยในการมองเห็นน้อยกว่า 20 เมตร หรือประมาณ 5 คันรถ ควรขับรถด้วยอัตราเร็วไม่เกิน 50 กิโลเมตร/ชั่วโมง
2. รักษาระยะห่างระหว่างคันรถ เพื่อความปลอดภัยในกรณีที่อาจต้องมีการหยุดรถฉุกเฉิน เมื่อรถคันหน้ามีการชะลอตัวหรือหยุดกะทันหันในการขับรถผ่านบริเวณที่มีทัศนวิสัยไม่ดี ผู้ขับควรทิ้งระยะห่างจากรถคันหน้าประมาณ 4 วินาที โดยให้เลือกจุดสังเกตข้างทางเอาไว้อย่างหนึ่ง เช่น ต้นไม้ใหญ่ เสาไฟ ป้ายบอกทาง ฯลฯ เมื่อรถคันหน้าขับผ่านจุดสังเกตที่เลือกไว้ แล้วนับไปอีก 4 วินาที รถของเราจึงผ่านจุดสังเกตเดียวกัน ก็จะถือเป็นระยะห่างที่ค่อนข้างปลอดภัย
3. รักษาเส้นทางในการขับรถ ไม่ควรเปลี่ยนช่องทางเดินรถ หรือขับแซงรถคันอื่นในระยะไม่ต่ำกว่าระยะห่างปลอดภัยระหว่างคันรถตลอดจนพยายามไม่ขับคร่อมเส้นทางการจราจรหรือชิดด้านใดด้านหนึ่งของถนนเกินไป เพื่อป้องกันการเฉี่ยวชนผู้ใช้ถนนคนอื่น รวมไปถึงเสาไฟฟ้า ร้านค้า แบริเออร์ และอุปสรรคริมทางต่างๆ