การจากไปของ ฟิเดล คาสโตร อดีตประธานาธิบดีและผู้นำปฏิวัติสังคมนิยมคิวบา อาจทำให้เส้นทางความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและคิวบาราบรื่นยิ่งขึ้น หลังจากเมื่อปี 2015 รัฐบาลของทั้งสองประเทศเห็นพ้องจะยุติความเป็นศัตรูกันเมื่อครั้งสมัยสงครามเย็น และฟื้นฟูความสัมพันธ์ให้กลับมาเป็นปกติ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์กลับมองว่า นี่เป็นช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดอีกครั้งหนึ่งของทั้ง 2 ชาติ เนื่องจากสหรัฐเองก็กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ โดยผู้ชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 พ.ย. ที่ผ่านมา คือ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน ผู้เคยประกาศชัดเจนว่า จะยกเลิกทุกนโยบายของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ที่พยายามจะผสานรอยร้าวของสองประเทศ และหากทรัมป์ทำจริงอย่างที่พูด ก็เท่ากับว่าสหรัฐและคิวบาจะต้องเดินถอยหลังกลับสู่จุดเดิมที่เคยเป็นเมื่อ 50 ปีก่อน
ก่อนหน้านี้ ชาวคิวบาส่วนใหญ่เชียร์ให้นางฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต ชนะการเลือกตั้ง เพราะพวกเขามองว่า เธอมีนโยบายที่ใกล้เคียงกับนายโอบามา และเธอยังเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐคนแรก ที่ประกาศจุดยืนสนับสนุนการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางการค้าต่อคิวบา
ชัยชนะของทรัมป์จึงถือเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังไม่น้อย และทำให้สถานการณ์ของทั้งสองประเทศเริ่มไม่สู้ดีนัก โดยรัฐบาลคิวบาได้สั่งซ้อมรบฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 5 ปี หลังทราบผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐได้เพียง 1 วัน ซึ่งในอดีต การซ้อมรบดังกล่าวจะมีขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศอยู่ในระดับตึงเครียด
แม้ว่าล่าสุด ทรัมป์จะออกมาแถลงในเชิงสนับสนุนให้ชาวคิวบาได้ใช้ชีวิตอย่างมีเสรีภาพตามที่สมควรได้รับ หลังจากที่ต้องตกอยู่ใต้เงาของฟิเดล คาสโตร มานานเกือบ 5 ทศวรรษ แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้ชาวคิวบาเลิกหวาดกลัวความไม่แน่นอนของทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายต่อประเทศแถบลาตินอเมริกาที่ยังไม่ชัดเจน รวมไปถึงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐที่ยังคงว่างอยู่ และหากว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐเห็นว่าการผูกมิตรกับคิวบา ได้ไม่คุ้มเสียแล้วละก็ ความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตอาจต้องเจอทางตันอีกครั้ง