นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ปีนี้อุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูทั่วโลกต่างประสบปัญหาภาวะราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่องมาตลอด โดยเฉพาะผู้ผลิตและผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลกอย่างสหรัฐอเมริกา ที่ราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มลดลงต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี ขณะที่ราคาหมูของประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเวียดนาม กัมพูชา ลาว และฟิลิปปินส์ ต่างเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยราคาเริ่มปรับตัวลดลงมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน
ขณะที่สถานการณ์ราคาหมูของไทยไม่ต่างจากประเทศอื่นๆ ปัจจุบันราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มลดลงมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 56-63 บาท ขณะที่ต้นทุนการผลิตสูงถึง 64-68 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ ภาวะราคาหมูตกต่ำ เกิดจากความต้องการบริโภคของประชาชนลดลงอย่างชัดเจน จากผลกระทบสำคัญคือรายได้หลักของเกษตรกรที่ลดลง เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง
จากที่ปกติเคยบริโภคหมูอยู่ประมาณ 40,000 – 43,000 ตัวต่อวัน ปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ 38,000 – 40,000 ตัวต่อวัน หรือการบริโภคลดลง 2,000- 3,000 ตัวต่อวัน
สวนทางกับปริมาณการผลิตหมูขุนที่ทั้งประเทศผลิตได้ถึง 4 หมื่น 5 พันตัวต่อวัน ทั้งนี้ การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เช่น ภาครัฐที่ต้องเร่งกระตุ้นการบริโภคเนื้อหมูให้มากขึ้นจาก 14 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ที่เป็นอัตราคงที่เช่นนี้มากว่า 10 ปีแล้ว ขณะที่เกษตรกรผู้ผลิตต้องวางแผนการเลี้ยงอย่างเป็นระบบ ต้องเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลการผลิตระหว่างกัน เพื่อให้สามารถผลิตหมูได้ต่อไป ทั้งนี้ราคาขายปลีกหมูเนื้อแดงอยู่ที่กิโลกรัมละ 110 ถึง 115 บาท
ขณะที่นายมงคล พิพัฒสัตยานุวงศ์ นายกสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้ส่งออกไข่ไก่ กล่าวว่า ภาวะราคาไข่ไก่ที่ตกต่ำในปัจจุบันว่า เกิดจากช่วงต้นปีมีภัยหนาวเฉียบพลันและภาวะแล้งตามมา ส่งผลให้ปริมาณไข่ไก่ลดลงและราคาไข่ไก่ปรับตัวสูงขึ้น กลายเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรเพิ่มปริมาณการเลี้ยงมากขึ้น รวมทั้งมีการยืดอายุปลดแม่ไก่ยืนกรงออกไป ส่งผลต่อปริมาณไข่ไก่ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศไทยมีการผลิตไข่ไก่เฉลี่ย 15,500 ล้านฟองต่อปี ขณะที่การบริโภคในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีอัตราเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 4 ต่อปี โดยปัจจุบันคนไทยมีการบริโภคต่ำเพียง 220 ฟองต่อคนต่อปี ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆที่บริโภค 300-400 ฟองต่อคนต่อปี ผู้เลี้ยงไก่ไข่ประเมินว่าหากคนไทยทุกคนบริโภคเพิ่มขึ้นเพียง 20 ฟองต่อปี ก็สามารถแก้ปัญหาไข่ล้นตลาดและราคาตกต่ำได้แล้ว โดยราคาขายปลีกไข่ไก่เบอร์3 อยู่ที่ฟองละ 2 บาท 80 สตางค์ ถึง 2 บาท 90 สตางค์