วันนี้ (10 ม.ค. 60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวแคลิฟอร์เนียที่อาศัยทางตอนเหนือ เรื่อยไปจนถึงรัฐเนวาด้า ซึ่งนอกจากต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นแล้ว ยังถูกผสมโรงด้วยพายุฝนและลมกระโชกแรง ทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ บางแห่งน้ำท่วมสูงจนประชาชนต้องอพยพออกมา ส่วนโรงเรียนและธุรกิจหลายแห่ง ต้องปิดทำการมาตั้งแต่วันจันทร์จนถึงขณะนี้ แต่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ บรรดาไร่องุ่นที่ต้องจมอยู่ใต้น้ำ ซึ่งคาดว่าอุทกภัยครั้งนี้ จะสร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมเหล้าไวน์อย่างรุนแรง
ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังทวีปยุโรปพบว่า หลายประเทศต้องเผชิญกับคลื่นความหนาวเย็นระดับติดลบหลายองศา แม่น้ำหลายสายกลายเป็นแผ่นน้ำแข็ง ไม่เว้นแม้กระทั่งน้ำตกที่หยุดไหล เพราะกระแสน้ำเย็นถึงขั้นเป็นน้ำแข็ง อย่างเช่นที่สาธารณรัฐเช็ก ที่อุณหภูมิติดลบถึง 34.6 องศาเซียลเซียส ทำให้มีคนหนาวตายไปอย่างน้อย 6 คน
และเมื่อรวมกับประเทศอื่นๆ ในยุโรป มีคนเสียชีวิตเพราะความหนาวไปแล้วไม่ต่ำกว่า 30 คน ส่วนที่กรุงมอสโกของรัสเซีย คาดว่าอุณหภูมิจะทำลายสถิติ ที่เคยทำไว้เมื่อปี 1987 ที่ติบลบ 31 องศาเซลเซียส ซึ่งนอกจากคนจะทนไม่ไหวแล้ว ทางสวนสัตว์ต้องเคลื่อนย้ายสัตว์เกือบทุกชนิด เข้าไปอยู่ในบริเวณที่มีการควบคุมอุณหภูมิ หลังจากเริ่มมีสัตว์หนาวตายบ้างแล้ว ส่วนที่ประเทศโคโซโวมีหิมะตกหนักกีดขวางเส้นทางจราจร ทำให้พื้นที่ห่างไกลหลายแห่งถูกตัดขาด และมีผู้เสียชีวิตไป 1 คน
ขณะที่ บรรดาผู้อพยพลี้ภัย ที่อาศัยอยู่ตามค่ายต่างๆ ที่ไม่เคยชินกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นขนาดนี้ จึงต้องพยายามทุกทางแบบตามมีตามเกิด เพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับตัวเอง
ทางฝั่งยุโรปตะวันตก ซึ่งก็มีสภาพไม่ต่างกัน อย่างที่อิตาลี มีคนเสียชีวิตไป 8 คน ปริมาณหิมะที่ตกลงมา ยังทำให้ระบบขนส่งแทบทุกชนิดหยุดให้บริการ ทั้งทางบก เรือและทางอากาศ
แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ สำนักอุตุนิยมวิทยาของหลายประเทศ ต่างพยากรณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ จะยังคงมีพายุหิมะพัดถล่ม และจะทำให้อุณหภูมิลดต่ำลงไปอีก จึงประกาศเตือนประชาชนให้พยายามหลบอยู่แต่ในบ้าน เพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกาย โดยเฉพาะเด็กๆ ซึ่งโรงเรียนเกือบทุกแห่ง ต่างปิดการเรียนการสอนตลอดทั้งสัปดาห์