วันนี้ (10 ก.พ.60) พันตำรวจโท กิตติศักดิ์ สัมฤทธิ์สกุลชัย รองผู้กำกับการสอบสวน สภ.เรณูนคร พยานสำคัญปากแรกฝั่งอัยการ คัดค้านรื้อคดีนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร เบิกความว่า เกี่ยวข้องกับคดีนี้ เมื่อ 23 ธันวาคม 2556 เพราะมีตำแหน่งเป็น หัวหน้างานสอบสวน ชำนาญการพิเศษ สถ.เรณูนคร และในช่วงบ่าย มีชาย 2 หญิง 1 มาขอเข้าพบ มีบุคคลแสดงตัวคนเดียว คือ นายสุริยา นวลเจริญ อ้างว่าเปนญาตินางจอมทรัพ แสนเมืองโคตร มาปรึกษาเรื่องคดีของนางจอมทรัพย์ที่ถูกศาลตัดสินจำคุก โดยไม่ได้กระทำความผิด โดยนายสุริยาอ้างว่า ทราบตังผู้กระทำผิดที่แท้จริง คือ นายเสริฐ รูปสอาด
ซึ่งคดีนี้เกิดขึ้นปี 2548 แต่พันตำรวจโท กิตติศักดิ์ เข้ามารับตำแหน่งปี 53 จึงปรึกษาผู้บังคับบัญชา ทำหนังสือถึงตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม เมื่อ 25 ธ.ค. 56 เพื่อสอบถามใน 3 ประเด็น ว่าคดีถึงที่สุดแล้ว จะมีอำนาจดำเนินการได้หรือไม่อย่างไร จะดำเนินการโดยใช้อำนาจของพนักงานสอบสวน หรือญาติผู้เสียชีวิต หรือญาติของนางจอมทรัพย์ เพราะเป็นคดีจราจรที่สิ้นสุดไปแล้ว และจะต้องเป็นอำนาจของท้องที่ของ สภ.เรณูนคร หรือ สภ.นาโดน
ต่อมาวันที่ 3 ม.ค. 2557 ตำรวย สภ.นาโดน ได้มารับสำเนาของสำนวนคดี โดยระบุว่าได้รับคำสั่งจากภูธรจังหวัดให้มาตรวตสอบข้อเทจจริง และช่วงเดือนมกราคมปี 2560 วันที่ 18 พ.ต.ท กิตติศักดิ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมตรวจสอบข้อเท็จจริงคดีนี้
ด้านนางจอมทรัพย์กล่าวก่อนขึ้นศาลสั้นๆว่ายังเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ส่วนทีมทนายความครูจอมทรัพย์ระบุว่า ยังต้องการพิสูจน์แค่ว่ารถยนต์ทะเบียน บค 56 สกลนคร ไม่ได้ชนกัน
หากสังเกตุการณ์เบิกความพยาน 2 ฝ่ายต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เพราะฝั่งอัยการ ฝ่ายคัดค้านต้องการเปิดเผยขบวนการรับจ้างรับผิดแทนครูจอมทรัพย์ แต่ ฝ่ายครูจอมทรัพย์ ผู้ร้อง ต้องหารพิสูจน์แค่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์คือป้ายทะเบียนรถ
หลังจากสืบพยานทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว ศาลจังหวัดนครพนมจะรวบรวมบันทึกคำให้การของพยานทั้งสองฝ่าย ส่งให้กับศาลฎีกา เพื่อทำหน้าที่ในการพิจารณาตามข้อมูลที่พยานให้การไว้ อาจมีแนวทางพิจารณาสองทิศทาง คือยืนตามคำพิพากษาเดิม หรือกลับคำพิพากษาให้ครูจอมทรัพย์พ่นมลทิน กลายเป็นผู้บริสุทธิ์ ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจในการพิจารณาของศาล