การเข้ารื้อบ้านในชุมชนป้อมมหากาฬในวันนี้ใช้กำลังเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตพระนคร และ สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร 100 คน เร่งรื้อบ้าน ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยในระหว่างการเข้ารื้อบ้านวันนี้ ไม่พบว่ามีการขัดขวางแต่อย่างใด เนื่องจากบ้านทั้ง 4 หลังนี้ไม่จัดอยู่ในข้อเสนอบ้านที่ต้องเก็บรักษา ทำให้เจ้าหน้าที่ใช้เวลาในการรื้อและขนย้ายเพียง 3 ชั่วโมง
เมื่อรื้อบ้าน 4 หลังเสร็จ ก็เท่ากับว่า ปัจจุบันในชุมชนป้อมมหากาฬ จะเหลือบ้าน อีก 29 หลัง และบ้านบุกรุกที่ไม่มีบ้านเลขที่อีก4 หลัง โดยส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณกลางชุมชน เนื่องจากที่ผ่านมา กทม. ทยอยเข้ารื้อบ้าน บริเวณหน้าป้อม และท้ายป้อมไปเกือบหมดแล้ว ส่วนในพื้นที่ท้ายชุมชน ขณะนี้บ้านรื้อไปเกือบทั้งหมดแล้ว จะเหลือเพียงบ้านที่มุงจากสักกะสี บ้านเลขที่ 169 ของนางสมพร ที่อาศัยอยู่กับครอบครัว 4 คน เป็นหนึ่งในบ้าน 29 หลังที่ยังยืนยันจะขออยู่ในพื้นที่ แม้บ้านที่อยู่รอบข้างจะทยอยถูกรื้อไปจนเกือบหมด
ก่อนหน้านี้ ชาวบ้านมีข้อเสนอว่าหากได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ จะช่วยพัฒนาร่วมกับกรุงเทพมหานคร โดย จักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร บอกว่า ต้องพูดคุยให้เข้าใจถึง วัตถุประสงค์ และแนวทางที่ขัดเจน เพราะหากให้อยู่ต่ออาจจะเข้าข่ายบุกรุก ส่วนข้อเสนอ ที่ต้องการให้ กทม. เก็บอนุรักษ์ บ้านไม้โบราณไว้จำนวน 24 หลัง ล่าสุด กทม. ตั้ง คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบบ้านเพื่อให้ได้ความชัดเจนว่าควรเก็บหลังใดไว้บ้าง คาดว่า จะมีความชัดเจนภายใน 1 เดือน
สำหรับพื้นที่ในชุมชน ที่รื้อย้ายออกแล้ว สำนักโยธา กทม. เปิดเผยว่า จะนำป้ายประกาศ ห้ามบุกรุกมาติดตั้งไว้ รอจนกว่าการรื้อเสร็จสิ้นทั้งหมด จึงจะเข้ามาปรับปรุงพื้นที่เพื่อทำเป็นสวนสาธารณะตามแผนที่วางไว้
จากการพยายามเข้ารื้อบ้านในชุมชนป้อมมหากาฬ ที่ผ่านมา พบว่าตอนนี้ ในพื้นที่หลังกำแพง เหลือบ้านที่คนอาศัยอยู่ในชุมชน นับเป็น 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมด จะต้องติดตามว่า การพูดคุยระหว่างชาวบ้าน และ กทม หลังจากนี้จะมีข้อสรุปออกมาอย่างไร เพราะที่ผ่านมา กทม. ยังไม่เคยรับปาก ว่าจะให้ชาวบ้านอยู่ต่อในพื้นที่ ไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตาม