ทรัมป์ กำลังยกระดับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้โลกได้เห็นแล้ว หลังจากลงนามคำสั่งพิเศษประธานาธิบดี 2 ฉบับ เพื่อยุติการขาดดุลให้กับคู่ค้า 16 ประเทศ ที่ถูกผู้นำสหรัฐฯ กล่าวหาว่าเอาเปรียบทางการค้า
ภายใน 87 วัน กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ จะตรวจสอบและพิจารณาว่า 16 ประเทศเหล่านี้ที่สหรัฐขาดดุลทางการค้าด้วย ได้ดำเนินการใดๆ ที่เข้าข่ายเป็นการเอาเปรียบหรือไม่ และนี่คือก้าวสำคัญที่จะทำให้สหรัฐฯ กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง
การลงนามคำสั่งของทรัมป์ครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ผู้นำและองค์กรด้านการค้าของโลกต่างกลัวว่าจะเกิดขึ้น ตั้งแต่ช่วงเลือกตั้งสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว ปรากฏการณ์ที่เกรงว่าจะฟื้นคืนชีพมาในสมัยประธานาธิบดีทรัมป์ คือนโยบายการค้าแบบคุ้มกันหรือว่า protectionism ด้วยการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้า ซึ่งกำแพงภาษีเหล่านี้จะลดความน่าดึงดูดในการส่งออกสินค้าไปยังประเทศที่มีกำแพงภาษี และหากประเทศที่มีมูลค่าเศรษฐกิจใหญ่อันดับโลกอย่างสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีเพื่อปกป้องสินค้าในประเทศ ก็อาจจะเป็นปฐมบทของสงครามการค้ายุคใหม่ก็ได้
เศรษฐกิจโลกในยุคโลกาภิวัฒน์ทุกวันนี้ มีความหลากหลายมาก ทั้งนโยบายการเงิน นโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมของรัฐ กลไกในตลาด และนวัตกรรมใหม่ๆ แต่สิ่งที่ทรัมป์ได้ลงนามไปนั้น ไม่ได้ให้ความสำคัญกับรายละเอียดเหล่านี้เลย แทนที่จะไปดูรายละเอียดต่างๆ ว่าเหตุใดสหรัฐฯ จึงขาดดุลการค้าสูงเป็นล้านล้านดอลลาร์ในปี 2559 ที่ผ่านมา ทรัมป์กลับตั้งใจที่จะพลิกการขาดดุลทางการค้าของประเทศ ด้วยคำสั่งพิเศษ
แทนที่จะให้ไปศึกษาตัวเลขในการส่งออกและนำเข้าในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่รัฐกลับถูกสั่งให้ตรวจสอบว่าสหรัฐมีช่องทางไหน ที่จะสามารถตีตราประเทศคู่ค้า ว่าเอาเปรียบสหรัฐ
ท่ามกลางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวอย่างคงที่มาหลายปี มาตรการของทรัมป์ถือเป็นตะปูที่ตอกฝาโลงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกก็ว่าได้ การที่ทรัมป์คิดจะตั้งกำแพงภาษีกับประเทศอย่าง เยอรมนี ญี่ปุ่น จีน เม็กซิโก หรือ แคนาดา ก็ไม่ต่างอะไรจากการขับรถย้อนศรบนถนนวันเวย์
แถมยังมีเรื่องจังหวะเวลาอีก เพราะทรัมป์มีกำหนดพบกับประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง ของจีน ในวันพฤหัสที่จะถึงนี้ ที่รัฐฟลอริดา การพบกันครั้งแรกของมหาอำนาจ คงไม่ใช่การเจรจาที่จะตกลงกันได้ง่ายๆ เมื่อทั้งสองฝ่ายเห็นต่างกันโดยสิ้นเชิง