สนธิสัญญาห้ามใช้อาวุธเคมี ยังคงเป็นเพียงเสือกระดาษเช่นเคย เพราะในการสู้รบหลายแห่ง ยังมีการใช้อาวุธชนิดนี้อย่างต่อเนื่อง และล่าสุดคือที่เมืองอิดลิบ ที่มีคนเสียชีวิตเพราะอาวุธเคมี ที่เชื่อว่าเป็นแก็สซาริน ไปอย่างน้อย 67 คน
เมืองอิดลิบนั้น อยู่ในการครอบครองของกลุ่มกบฎซีเรีย เพราะฉะนั้นฝ่ายที่น่าจะใช้อาวุธเคมีก็น่าจะเป็นกองกำลังฝ่ายรัฐบาล หรือไม่ก็เป็นกองกำลังรัสเซีย ที่เข้าไปช่วยอุ้มชูรัฐบาลของนายบาชาร์ อัล อัสซาด แต่ทหารรัสเซียคงไม่ยอมเสียชื่อมาใช้อาวุธชนิดนี้แน่ คนทำจึงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากทหารฝ่ายรัฐบาลซีเรีย
แต่การจะชี้ชัดว่าใครเป็นคนทำนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย จะให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปตรวจยังจุดเกิดเหตุก็อันตรายเกินไป แม้ว่าสารเคมีจะยังตกค้างอยู่ในพื้นที่หลายวันก็ตาม ส่วนการตรวจร่างกายของผู้ได้รับสารเคมี ก็ไม่ได้ผลที่ชัดเจน เนื่องจากแต่ละคนได้รับสารเคมีในปริมาณที่ต่างกัน และที่สำคัญ อาการของคนที่สัมผัสกับสารเคมี กับคนที่สูดดมสารเคมีก็แตกต่างกัน จึงบอกไม่ได้ชัดเจนว่า สารเคมีนั้นคืออะไร นอกเสียจากว่า จะผ่าศพเพื่อชันสูตร
และถึงแม้ว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีอัล อัสซาด จะเป็นคนใช้อาวุธเคมี เจ้าตัวก็คงไม่สะทกสะท้านสักเท่าไหร่ เพราะตอนนี้การปราบปรามกลุ่มไอเอส คือเป้าหมายอันดับหนึ่งของทุกฝ่าย แม้แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯยังบอกเองว่า อนาคตของนายอัล อัสซาด ไม่สำคัญเท่ากับการปราบกลุ่มไอเอส นายอัล อัสซาดจึงไม่กลัวที่จะทำอะไรนอกลู่นอกทาง
อีกหนึ่งเหตุผลที่เชื่อว่าเป็นฝีมือของรัฐบาลซีเรียก็คือ ในปี 2013 นายอัล อัสซาดได้สั่งให้ใช้แก็สซาริน จัดการกับกลุ่มกบฎ ก่อนที่จะถูกสหประชาชาติบังคับให้กำจัดอาวุธเหล่านี้ให้หมด แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทางคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ มีหลักฐานที่เชื่อได้ว่า รัฐบาลซีเรีย ยังคงผลิตอาวุธเคมีออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคลอรีน
สุดท้ายแล้วเรื่องนี้ก็คงเงียบหายไปเหมือนที่ผ่านๆ มา จะให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติประนาม ก็คงไม่มีวันเกิดขึ้น เพราะรัสเซียคงใช้สิทธิวีโต้แบบหัวชนฝา ไม่ว่ารัสเซียเองจะรู้เห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม