คดีนี้กระทรวงยุติธรรม และแม่ของนายพัสกร ยื่นคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญา โดยอ้างอิงหลักฐานใหม่ ที่ทำให้เชื่อได้ว่า นายพัสกร ไม่ใช่ผู้ก่อเหตุยิงนายพตร์ เกิดผล เสียชีวิต เมื่อปี 2551 ที่จังหวัดสิงห์บุรี หลักฐานคือ พยานคนที่ 1 ที่มีคำพิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัว ตัดสินให้ พยานรายนี้ ขณะนั้นเป็นเยาวชน มีความผิดฐานร่วมกันฆ่านายพตร์ โดยเยาวชนรายนี้ รับสารภาพว่าเป็นคนไปหยิบปืนลูกซองยาวและขับรถจักรยานยนต์พามือปืนไปยิงนายพตร์เสียชีวิต หลักฐานที่ 2 คือ ประจักษ์พยานในที่เกิดเหตุ ที่ให้การว่า เห็นคนร้าย 2 คน ขับรถจักรยานยนต์ไปยิงนายพตร์ แต่ทั้ง 2 คน ไม่ใช่นายพัสกร และหลักฐานชิ้นที่ 3 คือ พยานทั้ง 2 คน ผ่านเครื่องจับเท็จมาแล้ว จากหลักฐานเหล่านี้ ถือว่าเป็น หลักฐานใหม่ จากคำตัดสินเดิม ศาลจึงอนุมัติให้คดีนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณารื้อฟื้นคดีอาญา
เมื่อมาดูคำพิพากษาศาลฏีกา ตัดสิน “ยกคำร้อง” ศาลพิจารณาจากคำให้การของพยานปากสำคัญ 2 ปาก คือ พยาน ที่ยอมรับเป็นผู้ก่อเหตุ และพยาน ที่อ้างว่า เป็นประจักษ์พยานในที่เกิดเหตุ แต่ไม่ได้พิจารณาในประเด็นที่พยานทั้ง 2 ปาก ผ่านเครื่องจับเท็จ เพราะเป็นเพียงเครื่องมือประกอบแนวทางสืบสวน
ขณะที่ พยานปากสำคัญ คือ ผู้ที่รับสารภพว่าเป็นผู้ร่วมก่อเหตุ และได้รับโทษไปแล้วเช่นกัน ชายคนนี้ บอกว่า เขาเป็นคนขับรถจักรยานยนต์ไปนำปืนลูกซองมา ก่อนจะไปรับ “มือปืน” มายิงนายพตร์ในวันเกิดเหตุ สำหรับข้อนี้ ชายคนนี้ ให้การในขั้นรื้อฟื้นคดีอาญาว่า เขาไปนำปืน ที่ไม่มีลูกปืน ก่อนไปรับมือปืนที่หน้าร้านสะดวกซื้อ ทำให้ศาลมองว่า เป็นคำให้การที่ไม่ตรงกับคำสารภาพเดิม และไม่สามารถระบุที่มาของลูกปืนที่ไม่ได้นำออกมาด้วยได้ รวมทั้งสงสัยว่า มือปืน ทราบได้อย่างไร ว่านำปืนชนิดไหนออกมา โดยพยานรายนี้ยังให้การว่า หลังก่อเหตุ ได้นำปืนที่ใช้ก่อเหตุ ไปขายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่อำเภอบางระจันให้ชายที่ชื่อ นายนุ แต่เมื่อไปสืบหาจากผู้ใหญ่บ้านตามที่กล่าวอ้าง กลับพบว่าในหมูบ้านกังกล่าว ไม่มีบุคคลชื่อ นายนุ อาศัยอยู่ในช่วงเวลานั้น
ศาลยังมองพฤติกรรม ของพยานรายนี้ ว่าไปรู้จักกับนายพัสกรในเรือนจำนานแล้ว ก่อนที่จะมาสารภาพว่าก่อเหตุเอง โดยอ้างว่าสงสาร ซึ่งดูไม่สมเหตุผล และยังเห็นว่า พยานปากนี้ มีโทษจากคดีอื่นที่หนักกว่าติดตัวอยู่แล้ว แม้จะรับสารภาพในคดีนี้ ก็ไม่ทำให้ต้องรับโทษเพิ่ม จึงตั้งคำถามว่ามีกระบวนการจูงใจให้รับสารภาพหรือไม่
ส่วนพยานอีกปาก ที่อ้างว่าเป็น “ประจักษ์พยาน” ที่เห็นเหตุการณ์ คำพิพากษาศาลบอกว่า พยานรายนี้ ให้การว่า เห็นคนร้าย 2 คน ซึ่งไม่ใช่นายพัสกร ขับรถผ่านหน้าบ้านของเขาซึ่งห่างจากที่เกิดเหตุ 30 เมตร ก่อนจะขับเลยผู้ตายที่จอดรถคุยกับผู้บาดเจ็บจึงจอดรถและหันมายิง ซึ่งแย้งกับสิ่งที่เคยให้การไว้ว่า บ้านของเขาห่างจากที่เกิดเหตุ 300 เมตร และตอนเกิดเหตุเกิดระหว่างรถจักรยานยนต์คนร้ายวื่งสวนกัน ศาลจึงเห็นว่า คำใหฟ้การขัดแย้งกันเอง และพบว่า พยานปากนี้ มีสถานะเป็นญาติห่างๆของนายพัสกรด้วย จึงไม่น่าเชื่อถือด้วยเหตุผลทั้ง 2 ประการ
ทั้งหมดเป็นเหตุผลที่ศาลฏีกาชี้แจงในคำพิพากษา “ยกคำร้อง” ขอรื้อฟื้นคดีอาญา ซึ่งในขั้นตอนนี้ จะพิจารณาเฉพาะ “หลักฐานใหม่” ที่เป็นเหตุให้รับคำร้องขอรื้อฟื้นคดีเท่านั้น ไม่ได้นำสิ่งที่ผ่านการพิพากษาไปแล้ว เพราะจะทำให้ “ขัดกันเอง”