ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากเกิดกรณีนี้ขึ้น นายแพทย์ธงชัย กีรติหัตถยากร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ หรือ สบส. เข้าตรวจสอบพื้นที่คลินิก I BABY และ First 2 ใน 4 คลินิก ที่ปรากฎชื่อว่าเป็นต้นทางของการขนเชื้ออสุจิและตัวอ่อน แต่การเข้าไปทำได้เพียงการตรวจสอบมาตรฐานการให้บริการ ว่ามีใบอนุญาต และมาตรฐานการให้บริการหรือไม่ เพราะตอนนี้ มีเพียงคำกล่าวอ้างของนายนิธินนทน์ ศรีธานิยานันท์ ซึ่งถูกจับหลังพยายามขนอสุจิข้ามชายแดน เท่านั้น ที่ระบุว่า คลินิกทั้งหมดเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับการขนอสุจิและอาจเกี่ยวข้องกับธุรกิจอุ้มบุญ
ทั้งนี้ รองอธิบดีสบส.ยอมรับว่า การตรวจสอบว่า การขนอสุจิครั้งนี้นำไปทำอุ้มบุญหรือไม่ ในทางเทคนิคทำได้ยากมาก หรือ แค่พิสูจน์ว่า อสุจิมาจากสถานพยาบาลเหล่านี้หรือไม่ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยกรณีนี้อาจเป็นการขนย้ายอสุจิ เพื่อนำข้ามประเทศไปทำอุ้มบุญ เป็นสมมุติฐานที่รองอธิบดีสบส. ยอมรับว่า มีความเป็นไปได้สูง เพราะหลังปี 2558 ไทยปรับแก้พระราชบัญญัติ คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ ให้รัดกุมมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลว่าในวงการผู้มีบุตรยาก ทราบกันดีว่ามีกรณีลักลอบขนย้ายอสุจิ เพื่อนำข้ามประเทศไปทำอุ้มบุญ นั่นเป็นเพราะแพทย์ไทยมีศักยภาพ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านไม่มีกฎหมายห้ามเรื่องนี้ แต่แม้ว่าจะสามารถระบุได้ว่าเป็นการขนอสุจิข้ามประเทศไปเพื่อทำอุ้มบุญจริง การจะเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ ยังไม่เกิดกระบวนการทำอุ้มบุญในประเทศไทย มีเพียงความผิดเดียวที่ชัดเจนและสามารถเอาผิดได้ คือ การขนย้ายอสุจิออกนอกประเทศ ซึ่งมีโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ แม้แต่ในกรณีที่แพทย์ไทยเดินทางไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพื่อทำอุ้มบุญ กฎหมายก็ไม่สามารถเอาผิดได้ เนื่องจากเกิดขึ้นนอกอาณาจักร แต่แพทยสภาอาจสามารถเอาผิดตามจรรยาบรรณแพทย์ได้
แม้จนถึงขณะนี้จะยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนระบุได้ว่า กรณีนี้เกี่ยวข้องกับการทำอุ้มบุญหรือไม่ แต่ก็มีข้อมูลที่อาจเชื่อมโยงกัน หลังพบว่ามีแพทย์อย่างน้อย 1 คน ในคลินิก I BABY เป็นแพทย์ที่เคยมีคดีความเรื่องการทำอุ้มบุญ เมื่อปี 2558 และปัจจุบันยังให้รับปรึกษาแก้ปัญหาเรื่องการมีบุตรยาก ในการแถลงข่าวของ สบส. วันนี้ มีนักข่าวญี่ปุ่นถามว่า ประเทศไทยยังปล่อยให้แพทย์คนนี้ทำหน้านี้ได้ ซึ่งเรื่องนี้ สบส.บอกว่า อยู่ในอำนาจของแพทยสภา ขณะที่ นายกแพทยสภา ระบุว่า จะรับไปตรวจสอบเรื่องนี้ แต่การจะออกคำสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ต้องอยู่บนพื้นฐานให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย