สหรัฐฯ กลับคืนสู่การเป็นมหาอำนาจด้วยกำลังทหาร

โดย PPTV Online

เผยแพร่

จากนโยบายในประเทศเพื่อปกป้องประเทศจากความเสี่ยงภายนอก ที่มีผลกระทบไปทั่วโลก เรามาดูนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ กันบ้าง  ถ้าย้อนกลับไปฟังตอนที่ทรัมป์เปราศัยหาเสียงนั้น บอกได้เลยว่าจุดยืนด้านการทหารและนโยบายต่างประเทศของเขาต่างจากผู้สมัครคนอื่นๆ มาก ทรัมป์มองว่าภาระการใช้จ่ายด้านต่างประเทศของสหรัฐฯ นั่นสูงเกินไป แต่แล้วทรัมป์ก็เปลี่ยนท่าทีอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ผลที่ตามมาก็คือ ความเสี่ยงด้านความมั่นคงที่น่าเป็นห่วงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

จุดเปลี่ยนด้านนโยบายต่างประเทศของ โดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มขึ้นหลังจากเหตุโจมตีที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในประเทศซีเรีย เมื่อวันที่ 4 เมษายน หมู่บ้านที่กลุ่มกบฏยึดครองอยู่ทางภาคเหนือของซีเรียตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยอาวุธเคมี ที่สหรัฐฯ เชื่อว่ารัฐบาลซีเรียอยู่เบื้องหลัง ต่อมาเพียงแค่ 2 วัน ทรัมป์สั่งให้กองทัพเรือที่ประจำการอยู่ในมหาสมุทร์เมดิเตอร์เรเนียน ยิงถล่มฐานทัพอากาศของรัฐบาลซีเรีย ด้วยขีปนาวุธ โทมาฮอก 59 ลูก  แม้ความเสียหายจะไม่ร้ายแรง แต่ก็เป็นการยกระดับการมีส่วนร่วมกับสงครามซีเรียครั้งใหญ่

ก่อนหน้านี้ สหรัฐ เลือกที่จะเป็นฝ่ายสนับสนุน กลุ่มกบฏต้านรัฐบาลซีเรีย การถล่มฐานทัพซีเรียถือเป็นครั้งแรกที่สหรัฐแทรกแซงสงครามซีเรียโดยตรง เป็นผลให้รัฐบาล ซีเรีย รัสเซีย และ อิหร่าน ออกแถลงการร่วมว่าหากสหรัฐเลือกที่จะโจมตีอีก ก็จะถูกตอบโต้อย่างสาสม  นอกจากนี้การโจมตีฐานทัพรัฐบาลซีเรีย เกิดจากคำสั่งโดยตรงของ ทรัมป์ ขณะที่ ผู้นำจีน ประธานาธิบดี สี จิ้ง ผิง เดินทางมาเยือนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกด้วย

การยิงฐานทัพซีเรีย นอกจากจะเป็นการตอบโต้การที่สหรัฐเชื่อว่าซีเรียเป็นผู้อยู่เบื่องหลังการใช้อาวุธเคมี ยังเป็นการส่งสัญญาณไปถึงเกาหลีเหนือ ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมา ได้เดินหน้าโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และ ขีปนาวุธพิสัยไกลที่ขัดกับข้อตกลงนานาชาติ อย่างไม่สนใจคำเตือนของ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐ หรือแม้แต่จีนด้วย

หลังจากเดินทางไปสังเกตการณ์ ที่ชายแดนประเทศเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ ทั้ง รองประธานาธิบดี ไมค์ เพนส์ และ รัฐมนตรีต่างประเทศ เร็กส์ ทิลเลอร์สัน พูดกันเป็นเสียงเดียวว่าหมดยุคที่สหรัฐใช้ความอดกลั้นแล้ว นอกจากจะเป็นการกลับลำที่ ประธานาธิบดีสหรัฐคนนี้ เคยลั่นวาจาเอาไว้ ว่าสนใจจะพบ ผู้นำโสมแดงถ้ามีโอกาส  แต่ยังเป็นการปรับนโยบายที่รัฐบาลสหรัฐฯ หลายยุคหลายสมัยเลือกใช้เพื่อจัดการกับความเสี่ยงในเกาหลีเหนือ กองเรือรบที่มีศักยภาพในการทำลายล้างสูงนำโดย เรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส คาร์ลวินสัน ถูกส่งไปยังคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งเป็นการแสดงแสนยานุภาพครั้งสำคัญของกองทัพสหรัฐ  แม้แต่ข้อตกลงการติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธในประเทศเกาหลีใต้ตั้งแต่สมัยอดีตประธานาธิบดี โอบามา ก็ผ่านฉลุยเมื่อถึงมือ ทรัมป์

การซ้อมรบด้วยกระสุนจริง การแสดงแสนยานุภาพทางการทหาร  และการติดตั้งระบบ ทาด อย่างสมบูรณ์ในเกาหลีใต้ เกิดขึ้นพร้อมๆกันในจังหวะเวลาที่ตรึงเครียดที่สุด ช่วงครบรอบ 85 ปี การก่อตั้งกองทัพเกาหลีเหนือ จนทั่วโลกหวาดวิตกว่าความเสี่ยงด้านความมั่นคงจะเป็นชนวนสงครามโลกหรือแม้แต่สงครามนิวเคลียร์

ถึงขั้นรัฐบาลเปียงยางของเกาหลีเหนือ ส่งจดหมายเรียกร้องให้ 10 ชาติสมาชิกอาเซียน ช่วยออกแถลงการณ์ร่วมอย่างเป็นกลางเพื่อโน้มนาวรัฐบาลสหรัฐเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะสงครามในคาบสมุทรเกาหลี  ที่เกาหลีเหนือ อ้างว่า เป็นผลมาจากการกระทำที่ฮึกเหิมของสหรัฐอเมริกา

ผ่านมาครบรอบ 100 วัน ที่ทรัมป์เข้ามาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐแล้ว นโยบายต่างประเทศของผู้นำสหรัฐ ต่างกันจากที่พูดเอาไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งอย่างสิ้นเชิง ค่อนข้างชัดเจนว่าตอนนี้ ทรัมป์ เชื่อว่าการนำสหรัฐกลับมาสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง เกิดขึ้นได้จากการใช้ศักยภาพด้านกำลังทหารที่เป็นหนึ่งในโลกใบนี้ อย่างเต็มที่อีกครั้ง

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เปิดโต๊ะข่าว

เปิดโต๊ะข่าว

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ