ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อมีทั้งโรงพยาบาล หน่วยงานรัฐบาล และบริษัทเอกชน ขณะที่ประเทศที่ถูกเล่นงานหนักที่สุดคือ ประเทศในยุโรป และประเทศรัสเซีย ที่ไวรัสตัวนี้ลามไปถึงคอมพิวเตอร์ในกระทรวงกลาโหม ขณะที่ในเอเชีย มีรายงานการระบาดแล้ว 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย ฟิลิปินส์ มาเลเซีย อินโดเนเซีย ไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มองโกเลีย อินเดีย และ จีน โดยคอมพิวเตอร์ที่ติดไวรัสเรียกค่าไถ่นี้จะถูกล็อก ทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลในเครื่องได้ และทำให้การทำงานของหน่วยงานที่ตกเป็นเหยื่อ เป็นอัมพาต
ล่าสุด ไวรัส WannaCry ได้มีการอัพเดท โดยไม่มีโค้ดคำสั่งหยุดการทำงาน หรือ คิลสวิตช์ เหมือนเวอร์ชันก่อน การโจมตีทางไซเบอร์เป็นวงกว้างในครั้งนี้ ทำให้แม้แต่การประชุมของกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ต้องเพิ่มวาระการประชุมพิเศษเรื่องความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตอย่างกะทันหัน
วิธีการป้องกันที่ผู้เชียวชาญด้านคอมพิวเตอร์แนะนำกันมา คือการอัพเดทระบบปฏิบัติการโดยเฉพาะสำหรับคอมพิวเตอร์ที่ยังใช้ระบบปฏิบัติการรุ่นเก่าของ บริษัทไมโครซอฟต์ เช่น วินโดวส์ 7 และ 8 ขณะที่ผู้ใช้เองก็ควรเพิ่มความระมัดระวังในการโหลดไฟล์จากอินเทอร์เน็ตเป็นพิเศษในช่วงนี้ โดยเฉพาะไฟล์ที่แนบมากับอีเมลแปลกปลอม แน่นอนการอัพเดทและการโหลดโปรแกรมป้องกันไวรัสเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายด้วย ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่า การป้องกันระบบก็ควรเป็นหน้าที่ของทาง ไมโครซอฟต์ที่ต้องป้องกันข้อมูลของลูกค้า แม้จะยังใช้ระบบเก่าอยู่ก็ตาม
แต่ประเด็นที่เป็นที่ถกเถียงมากที่สุดในเหตุการณ์นี้ เห็นที่จะเป็นวิธีการที่กลุ่มแฮกเกอร์เลือกใช้ ที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเป็นการอาศัยช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการวินโดวส์รุ่นเก่า ซึ่งสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NSA ได้ค้นพบเมื่อหลายปีก่อนระหว่างปฏิบัติการลับในการสอดแนมประชาชน คนร้าย กลุ่มแฮกเกอร์ ผู้ออกแบบเจ้าไวรัส ใช้กลยุทธ์เดียวกับ สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ทำให้มีการสันนิษฐานว่า ข้อมูลดังกล่าวอาจถูกจารกรรม มาใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว
ทั้งนี้ หากไวรัส ถูกออกแบบมาเพื่อล้างข้อมูลแทนการเรียกค่าไถ่ ความเสียหายคงจะประเมินค่าไม่ได้ เลยทำให้ดูเหมือนกับว่า มัลแวร์ WannaCry ทั้งสองเวอร์ชั่นนี้ เป็นการขู่และลองเชิงเฉยๆ ตามที่ตำรวจสากลยุโรป หรือว่า ยูโรโพล เตือนว่า การโจมตีครั้งใหม่ยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ