นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า คดีฆ่าหั่นศพแอ๋ม เป็นคดีที่ไม่ได้ถูกสื่อนำเอามาเสนอในรูปแบบอาชญากรรมธรรมดา แต่เป็นการนำเสนอในรูปแบบใหม่ ซึ่งมีปัจจัยอื่นๆมาเกี่ยวข้องด้วย เช่นหมอนผ้าห่มที่ผู้ต้องหาใช้ ในวันที่ถูกจับกุมตัวที่เชียงราย ก็มีพ่อค้าแม่ค้าถือโอกาสขายของชนิดเดียวกับที่ผู้ต้องหาใช้ ทำให้ในวันนั้นหมอนผ้าห่มขายดีมากในหมู่วัยรุ่น แต่โดยปกติแล้วเวลาที่มีข่าวคดีฆาตกรรม แล้วมีสินค้าบางอย่างพ่วงเข้าไปด้วย เจ้าของสินค้าจะกลัวมาก ที่สินค้าเขาจะไปพ่วงภาพลักษณ์กับตัวผู้ต้องหา แต่กรณีนี้สื่อไม่ได้นำเสนอเขาในรูปแบบผู้ต้องหาธรรมดา แต่นำเสนอในรูปแบบที่ผู้ต้องหาเป็นเน็ตไอดอล เพราะฉะนั้นคนเลยแห่ชื่นชม
นอกจากนี้ นพ.วรตม์ กล่าวว่า ปัญหาจริงๆเกิดจากแนวคิดในการนำเสนอข่าวของสื่อ เพราะถ้าสื่อเสนอแต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีอย่างเดียว คนก็จะรับรู้แต่เรื่องที่เกี่ยวกับคดี แต่สื่อไทยในปัจจุบันจะมีการนำเสนอเพิ่มเติมเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของผู้ต้องหา หรือยกตัวอย่างในด้านดีๆของผู้ต้องหา โดยไม่คำนึงว่าญาติของผู้เสียหายที่ดูข่าวดังกล่าวจะรู้สึกอย่างไร
“ที่อังกฤษจะไม่นำเสนอชีวิตส่วนตัวของผู้ต้องหา เพราะคนดู หรือ ผู้ที่อยู่ในเหตุก่อการร้ายต่างๆจะสะเทือนใจ แต่จะนำเสนอชีวิตที่ลำบากของผู้เสียหายแทน”
ทั้งนี้ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ยังระบุว่า เป็นห่วงเด็กและวัยรุ่นสมัยนี้ เพราะว่าโดยปกติแล้ว พวกเขาคงไม่อยากติดตามข่าวที่เป็นคดีฆาตกรรมโหดร้ายและรุนแรง แต่เลือกที่จะเสพข่าวอีกด้านหนึ่ง เช่น กระเป๋าของผู้ต้องหาสวยดี หรือผู้ต้องหาหน้าตาดีน่าติดตาม ทำให้เขาไม่ได้เสพเนื้อหาอีกด้านหนึ่ง ที่เกี่ยวกับคดีที่ผู้ต้องหาก่อไว้ ทำให้เกิดปัญหาที่ว่าภาพของคดีต่างๆจะสวยงามมากขึ้น ทั้งที่ความจริงไม่ควรเป็นแบบนั้น โดย นพ.วรตม์ กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากแนะนำแต่ละสื่อ ให้เปลี่ยนจากการนำเสนอแง่มุมชีวิตส่วนตัวต่างๆของผู้ต้องหา เป็นวิธีการรับมือปัญหานี้อย่างไรในอนาคต หากทุกช่องให้ความร่วมมือในการเปลี่ยนแนวการเสนอนี้ คนที่เสพสื่อก็ไม่มีทางเลือก และเสพสื่อในแบบที่ควรจะเป็น