การแถลงข่าววันนี้ ( 5 มิ.ย. 60) ถือว่าเป็นการพูดจากปากของ พันจ่าอากาศเอกภคิน เดชพงษ์ ทหารสังกัดกรมสรรพาวุธทหารอากาศ ผู้ต้องหาขนอาวุธสงครามครั้งแรกต่อสื่อมวลชน โดยอ้างว่าอาวุธที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดไว้ รับมาจากคนไม่ทราบชื่อในประเทศกัมพูชา และเตรียมจะนำไปขายต่อให้ชนกลุ่มน้อยในประเทศเมียนมาร์ โดยที่ตัวเขาจะเป็นนายหน้าซื้อขายอาวุธ ที่ผ่านมาทำมาแล้ว 3 ครั้ง ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา โดยวันเกิดเหตุนัดขนถ่ายอาวุธที่โรงแรมแห่งหนึ่งในอำเภอคลองใหญ่ ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุ พร้อมปฏิเสธไม่ได้ทำเป็นขบวนการ อ้างว่าผู้ต้องหาอีก 2 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นมีตำรวจตรวจคนเข้าเมืองกัมพูชา ไม่เกี่ยวข้องกับการค้าอาวุธ แต่รู้จักกับผู้ต้องหาชาวกัมพูชา 1 ใน 2 คน ผ่านเฟซบุ๊ก แต่ยอมไม่ระบุว่าเป็นคนไหน
ส่วนบัตรประจำตัว กอ.รมน. อ้างว่ามีนายทหารยศพลตรีออกบัตรปลอมให้ เพื่อให้ช่วยงานด้านการข่าวโดยไม่มีคำสั่งจาก กอ.รมน. ส่วนป้ายทะเบียนปลอมตรากงจักรที่ใช้กับรถกระบะขนอาวุธ ผู้ต้องหาอ้างว่าซื้อมาจากร้านขายของเก่าย่านสะพานเหล็ก หวังติดฝาบ้าน แต่ก็ยอมรับว่าเอามาใช้เพื่ออำพรางตอนขนอาวุธสงครามด้วย พร้อมอ้างว่า การขนอาวุธทำเพื่อการค้า ไม่ได้ใช้ในประเทศ หรือเกี่ยวข้องกับก่อเหตุทางการเมือง
ด้าน พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพรามหณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า จะดำเนินคดีกับนายทหารยศพลตรี ที่ออกบัตร กอ.รมน.ปลอม ให้ผู้ต้องหาด้วย ส่วนการสืบสวน ขณะนี้ไม่ได้ปักใจเชื่อผู้ต้องหาและยังไม่ได้ตัดประเด็นใดทิ้ง ทั้งประเด็นทางการเมือง และ ความมั่นคง โดยการดำเนินคดีให้ยึดตามพยานหลักฐาน
รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า การควบคุมตัวผู้ต้องหาขนอาวุธสงคราม ได้รับแจ้งจากประชาชนที่เห็นเหตุการณ์รถพลิกคว่ำ ไม่ใช่จากการข่าวติดตามขบวนการขนอาวุธของเจ้าหน้าที่ ตามที่ระบุไว้ในบันทึกคำให้การของตำรวจ ส่วนผู้ต้องหาชาวกัมพูชาอีกสองคน ที่ยังคงให้การปฏิเสธ พล.ต.อ.ศรีวราห์ ระบุว่า ก็จะถูกดำเนินคดีในลักษณะเดียวกันกับพันจ่าอากาศเอกภคิน เพราะมีหลักฐานที่สัมพันธ์กันหลายอย่าง โดยเฉพาะสถานที่ตอนเกิดเหตุ