ต้องใส่ใจ “อาการแพ้ท้อง” ไม่ใช่เรื่องเล็กอย่างที่เข้าใจ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

อาการแพ้ท้องที่มักเกิดขึ้นกับคนท้องหลายคน เป็นสิ่งที่คนรอบข้างควรดูแลอย่างใกล้ชิด แม้จะดูเหมือนเป็นปัญหาที่เล็กน้อย แต่อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุน่าเศร้าที่ไม่คาดคิดขึ้นได้

เช้าวันที่ 19 มิถุนายน 2560 มีหญิงสาวตั้งครรภ์กำลังยืนรอรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์อยู่บนสถานี ขณะนั้นได้เกิดอาการวูบขึ้นมา ทำให้ตกลงไปบนราง จนถูกรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ทับเสียชีวิต ด้านสามีได้ออกมาเปิดเผยว่า ภรรยาตนมีอาการแพ้ท้องหนัก มักมีอาการหน้ามืด และวิงเวียนศีรษะบ่อย

ผู้สื่อข่าวนิวมีเดีย PPTV ได้สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับอาการแพ้ท้องของหญิงตั้งครรภ์ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ดูแล และป้องกัน ได้อย่างถูกวิธี พบว่า อาการแพ้ท้องจะมีลักษณะอาการคลื่นไส้อาเจียน วิงเวียนศีรษะ แสบลิ้นปี่ โดยสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งวัน  อาการนี้มักเกิดขึ้นกับกับหญิงตั้งครรภ์มากกว่า 90% และมักเป็นอาการอย่างแรกที่จะเกิดขึ้น  ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่รกของเด็กมีการฝังตัวเข้าไปในเยื่อบุโพรงมดลูกและสร้างฮอร์โมน human chorionic gonadotropin ออกมา ตั้งแต่หลังประจำเดือนขาดไป 2 – 3 วัน เมื่อระดับฮอร์โมนเพิ่มสูงขึ้น อาการแพ้ท้องก็จะเริ่มต้นขึ้น ส่วนใหญ่เริ่มมีอาการแพ้ท้องเมื่ออายุครรภ์ย่างเข้า 5 สัปดาห์ และระดับของฮอร์โมนจะเพิ่มสูงขึ้นที่สุดเมื่ออายุครรภ์ 8 สัปดาห์ จากนั้นจะลดระดับลงเมื่ออายุครรภ์ 12 สัปดาห์ ในขณะแพ้ท้องจะเริ่มมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศรีษะ และอ่อนเพลีย  ส่วนความรุนแรงของการแพ้ท้องที่พบในหญิงตั้งครรภ์นั้นมีไม่เท่ากัน แต่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อหญิงตั้งครรภ์ได้

ทั้งนี้ การดูแลในช่วงที่มีอาการแพ้ท้อง กรณีแรก ควรปรับเรื่องอาหาร ไม่ควรรับประทานครั้งละจำนวนมาก ร่างกายจะทำงานไม่ไหว เนื่องจากระบบการทำงานของลำไส้ในช่วงที่ตั้งครรภ์จะทำงานได้ช้าและย่อยอาหารยาก ทำให้ยิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนมากขึ้น ควรเลือกรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก และไม่ควรกินของดองกับน้ำอัดลมที่จะทำให้เกิดแก๊สมาก กรณีที่สอง ให้ยาช่วย โดยจะไประงับหรือบรรเทาอาการคลื่นไส้ให้ลดลง มีทั้งแบบยาฉีดและยารับประทาน ซึ่งแพทย์จะพิจารณาให้ตามความรุนแรง เพราะยากลุ่มนี้หลังรับประทานแล้วจะทำให้ง่วงนอน ถ้ารับประทานมากก็อาจจะทำให้ทำงานไม่ได้ นอกจากนั้นหากมีอาการท้องอืดง่าย แพทย์จะให้ยาขับลม กรณีที่สาม ในกรณีที่แพ้ท้องรุนแรง อาจต้องให้อาหารผ่านทางน้ำเกลือ ซึ่งอาจจะเป็นวิตามินหรือยาแก้แพ้ผสมเข้าไปด้วย กรณีที่สี่ ควรดูแลจิตใจ เนื่องจากคนที่รับประทานอาหารไม่ได้ แล้วมีอาการคลื่นไส้และเวียนศีรษะ จะทำให้อารมณ์ไม่ค่อยดี หงุดหงิดง่าย เหนื่อยและอ่อนเพลีย ดังนั้นผู้ที่ดูแล หรือสามี และครอบครัวควรให้กำลังใจ ให้ความช่วยเหลือในการดูแลสนับสนุนทางจิตใจของคนท้อง ซึ่งจะช่วยให้มีอาการดีขึ้น นอกจากนี้ ไม่ควรให้คนท้องถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวหรือต้องทำงานหนัก เนื่องจากจะยิ่งทำให้อาการแพ้ท้องรุนแรงมากขึ้น

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : “MamaExpert”

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ