จากการแถลงข่าวในวันนี้เกิดขึ้นหลังทหารมณฑลทหารบกที่ 11 ส่งมอบตัวนายวัฒนา ภุมเรศ ผู้ต้องหาคดีระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และเหตุระเบิดทั่วกรุงเทพฯ รวม 6 จุด ให้กับพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย นายวัฒนาถูกนำตัวไปให้พยานที่อยู่ในเหตุการณ์ระเบิดหลายครั้งชี้ตัว ก่อนจะถูกนำตัวร่วมแถลงข่าว พร้อมของกลาง ที่ตำรวจตรวจยึดได้จากบ้านของนายวัฒนา
โดยภาพวีดีโอที่ตำรวจนำมาเป็นหลักฐานในการแถลงข่าว เป็นไปตามคำให้การของนายวัฒนา ที่รับสารภาพว่า ก่อเหตุระเบิด ตั้งแต่ปี 2550 รวมทั้งหมด 6 ครั้ง ประกอบด้วย หน้าโรงภาพยนตร์เมเจอร์ รัชโยธิน ปากซอยราชวิถี 24 ข้างกำแพงกองทัพบก หน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเก่า ถนนราชดำเนิน หน้าโรงละครแห่งชาติและห้องวงษ์สุวรรณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ทุกเหตุการณ์ใช้วิธีการประกอบระเบิดคล้ายกัน และเป็นระเบิดแรงดันต่ำทั้งหมด โดยมีต้นทุนเพียงแค่ครั้งละ 50 บาท ส่วนสาเหตุหวังผลแค่แสดงสัญลักษณ์ต่อต้านการใช้อำนาจทหารแทรกแซงการเมือง โดยอ้างไม่มีเจตนาทำร้ายผู้บริสุทธิ์
การแกะรอยจนจับกุมนายวัฒนาได้ เกิดขึ้นจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดหลายร้อยตัว ก่อนพบว่าหลังก่อเหตุเขานั่งรถประจำทางจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิไปที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ย่านบางกรวย จากนั้นจึงขับรถกลับบ้านย่านบางเขน นี่จึงเป็นที่มาของการเข้าจับกุมนายวัฒนาที่บ้านพักและตรวจพบของกลางเป็นวัตถุประกอบระเบิดรวมถึงสิ่งของแสดงสัญลักษณ์ความเชื่อทางการเมืองในเวลาต่อมา
เหตุระเบิดครั้งล่าสุด ในวันครบรอบ 3 ปี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เกิดขึ้นภายในห้องวงษ์สุวรรณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า แม้จะไม่ได้ชี้แจงเหตุผลว่าทำไมถึงเลือกก่อเหตุที่นี่ แต่นายวัฒนายอมรับว่า ไม่พอใจการอาศัยจังหวะทางการเมือง ก้าวขึ้นสู่อำนาจของทหารบางกลุ่ม
ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้เฝ้าระวังพฤติกรรมเลียนแบบการก่อเหตุเพียงคนเดียว หรือที่เรียกว่า อโลนวูฟ ประเด็นนี้สอดคล้องกับตำรวจที่เตรียมทบทวนแนวทางป้องกันการก่อเหตุลักษณะนี้
แม้ศักยภาพของนายวัฒนาจะสามารถประกอบระเบิดได้ เนื่องจากเป็นอดีตวิศวกร แต่ตำรวจก็ยังไม่ปักใจว่าเป็นการก่อเหตุเพียงคนเดียว พล.ต.อ.จักรทิพย์ ยืนยันว่า หากพบหลักฐานทางคดีเชื่อมโยงถึงใครจะดำเนินคดีทันที