พล.ต.ต.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผู้บังคับการกองตำรวจรถไฟ แถลงผลการสอบปากคำเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั้ง 4 คน ที่สถานีรถไฟฟ้า แอร์พอร์ตเรลลิงก์ สถานีบ้านทับช้าง ได้รับคำตอบตรงกันว่า ทั้ง 4 คน เห็นเหตุการณ์ในช่วงที่ผู้เสียชีวิตตกลงไป และเจ้าหน้าที่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามวิ่งไปกดปุ่มหยุดรถฉุกเฉินทันที แต่ระยะห่างระหว่างรถไฟที่กำลังวิ่งเข้ามากับตัวผู้เสียชีวิตน้อยเกินไป จึงไม่สามารถหยุดรถได้ทัน
ส่วนการสอบปากคำ ประชาชนที่เห็นเหตุการณ์ 2 ปาก ได้คำตอบตรงกันว่า ระหว่างที่ยืนรออยู่ ผู้เสียชีวิตมีอาการเซ เสียการทรงตัว ไปยังทิศทางลงไปในรางรถไฟ โดยก่อนหน้านั้น เธออยู่หลังเส้นเหลืองตามที่กำหนดไว้
รปภ.ในเหตุการณ์ เล่าว่า เมื่อเห็นผู้เสียชีวิตตกลงไป ก็วิ่งไปกดปุ่มหยุดรถฉุกเฉินที่อยู่ฝั่งตรงข้ามทันที เพื่อพยายามหยุดรถ
ตำรวจรถไฟได้สอบปากคำพนักงานขับรถด้วย ซึ่งยอมรับ มองเห็นว่ามีคนอยู่บนรางรถไฟ แต่ไม่สามารถหยุดรถได้ทัน เพราะรถมาวิ่งมาด้วยความเร็ว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระหว่างเตรียมเข้าชานชาลา ระยะห่างระหว่างรถกับผู้เสียชีวิตที่นอนอยู่บนรางมีระยะเพียงประมาณ 50 เมตร ตามเวลาที่จับในภาพเพียง 14 วินาที แต่ระยะการเบรกของรถไฟ มีระยะ 100 – 120 เมตร
ตำรวจยืนยันว่า พนักงานสอบสวนได้ดูภาพจากกล้องวงจรปิด หลายกล้อง หลายมุม และดูภาพเหตุการณ์ภาพรวมทั้งหมด ตั้งแต่ผู้ตายลงจากรถแยกกับสามี ที่มาส่งหน้าสถานีรถไฟจนเดินขึ้นมาที่ชานชาลา ทั้งหมดอยู่ในสถานการณ์ปกติ
ทีมข่าว PPTV ได้คุยกับสามีผู้เสียชีวิตด้วย ซึ่งเขายืนยันว่า ครอบครัวมีความสุขดี จึงฝากถึงผู้ที่แสดงความเห็นในสังคมออนไลน์ โดยไม่รู้ข้อเท็จจริงให้ตรวจสอบก่อน และอยากให้ไปเน้นตรวจสอบมาตรการด้านความปลอดภัยของ สถานีรถไฟฟ้ามากกว่า
ทีมข่าว PPTV ไปตรวจสอบที่สถานีบ้านทับช้าง ที่เกิดเหตุ ได้ข้อมูลว่า แต่ละสถานีของแอร์พอร์ตเรลลิงก์ จะมีเจ้าหน้าที่ รปภ. สถานีละ 4 คน และเพิ่มเป็น 6 คนในวันนี้ แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่กู้ภัย ที่ผ่านการฝึกช่วยชีวิตในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยในการแถลงเมื่อวานนี้ ผู้บริหารแอร์พอร์ตเรลลิงก์ บอกว่า รปภ. 4 คน มีหน้าที่คอยดูแลไม้ให้ผู้โดยสารล้ำเส้นสีเหลือง
การสำรวจยังพบว่า จริงๆแล้ว รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ไม่ได้ปล่อยไฟฟ้าลงที่ระบบราง แต่ปล่อยกระแสไฟผ่านสายเคเบิลด้านเหนือตัวรถ ซึ่งหมายความว่า สามารถลงไปเดินในรางได้โดยไม่ถกไฟดูด ต่างจากรถไฟฟ้า BTS และ MRT ที่ปล่อยไฟลงไปที่ราง แต่ข้อมูลนี้ เป็นข้อมูลทางเทคนิค ที่ประชาชนทั่วไป ไม่รู้
ดังนั้น นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญรถไฟฟ้าระบบราง เห็นว่า ตามมาตรฐานรถไฟฟ้าระดับสากล ควรมีเจ้าหน้าที่กู้ภัย ที่ผ่านการฝึก และเข้าใจระบบการทำงานของรถไฟฟ้า เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉินได้ เพราะคนส่วนใหญ่ จะไม่กล้าลงไปในราง
ส่วนที่พบว่า พื้นที่ระหว่างผู้โดยสาร กับรางรถไฟฟ้า ทั้ง 2 ฝั่ง ไม่มีประตูกั้น มีเพียงเส้นสีเหลือง เป็นสัญลักษณ์บ่งชี้ว่าเป็นพื้นที่อันตรายห้ามเข้าเท่านั้น นายสามารถ ระบุว่า เหตุการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้น หากมีประตูกั้น
ทั้งที่กฎกระทรวงกำหนดลักษณะ หรือจัดให้มีอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกหรือบริการในอาคารสถานที่ยานพาหนะ และบริการขนส่ง เพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ พ.ศ. 2556 ประกาศให้ติดตั้งอุปกรณ์กั้น มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2556 แล้ว แต่แอร์พอร์ตเรลลิงค์ ยังไม่มีประตูกั้น โดยปล่อยให้ล่วงเลยมานานถึง 4 ปี และพบว่าเพิ่งอยู่ในขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง ถือว่าล่าช้า ประเด็นนี้ ผู้บริหารแอร์พอร์ต เรลลิงก์ อ้างว่า ไม่มีระบบประตูกั้นตั้งแต่การออกแบบแล้ว
ประเด็นไม่มีประตูกั้น เป็นประเด็นที่ผู้บังคับการตำรวจรถไฟไม่ให้ความเห็น เพราะถือว่า ทางผู้บริหารให้ข้อมูลไปแล้ว แต่จากข้อสังเกตว่า แอร์พอร์ตเรลลิงก์ ไม่มีทั้งประตูกั้นและไม่มีเจ้าหน้าที่กู้ภัย อาจกลายเป็นประเด็นสำคัญ เพราะตำรวจรถไฟ ยังต้องสอบสวนเพิ่มเติม จากพนักงานผู้ดูแลระบบ ผู้เชี่ยวชาญการเดินรถ พร้อมจะประสานช่างผู้ชำนาญการมาตรวจระบบการหยุดรถอีกด้วย โดยให้ความสำคัญกับการมองหา “มาตรฐานด้านระบบความปลอดภัย” ทั้งระบบ ซึ่งทั้งหมดนี้ จะต้องดูว่า มีหลักฐานพอที่จะนำไปสู่การตั้งเป็นคดีอาญา ฐานกระทำโดยประมาทหรือไม่
ยังต้องจับตาการสอบสวนของตำรวจว่า การเสียชีวิตของนางสาวรสรินทร์ จะมีบทสรุปอย่างไร เพราะเท่าที่มีหลักฐานตามที่ตำรวจแถลงในเวลานี้ ตำรวจรถไฟบอกว่า ยังเป็นเพียงเหตุสุดวิสัย คือ ผู้ตายหมดสติ แต่จะสามารถไปดูว่า “ระบบความปลอดภัย” ของสถานี เป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ อาจมีผลต่อคดี และแน่นอนว่าจะมีผลต่อการชดเชยค่าเสียหายตามมา