การเรียกร้องให้ปฏิรูปโครงสร้างตำรวจทุกครั้งในหลายสิบปีที่ผ่านมา ถูกมองว่าเน้นไปที่การเจริญเติบโตในหน้าที่ราชการของนายตำรวจระดับสูง ขณะที่งานหัวใจของตำรวจในระดับโรงพัก แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง งานสืบสวนจับกุม ป้องกันปราบปราม ปรัชญาและหัวใจสำคัญ ของ “กิจการตำรวจ” ยังคงถูกทอดทิ้ง ไร้การเหลียว อุปกรณ์การทำงาน ต่างต้องควักเงินส่วนตัวซื้อหาการสืบสวนจับกุมคนร้าย ในคดีสำคัญ ต้องใช้หรือวิ่งเข้าเงินจาก “ธุรกิจสีเทา” หรือลงทุนลงแรง ด้วยความสัมพันธ์ส่วนตัว ขณะที่ประเด็นการแยกอำนาจการสอบสวน การถ่ายโอนภารกิจที่ไม่จำเป็น โอนไปสังกัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม อยู่ในการกำกับดูแลของรัฐมนตรี เพียงคนเดียว กลับกลายเป็นประเด็นสำคัญ ที่ถกเถียงกันกันมาตลอด
ส่วนการตั้งพล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อนร่วมรุ่นพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และกรรมการอื่นๆ รวม 36 คน ก็ถูกปรามาสว่า อยู่ในวัยชราภาพ ตั้งธงปฏิรูปแล้วเสร็จ ก็โบกมือลา ปล่อยให้ผู้เล่น ที่ไม่มีโอกาสร่วมสร้างกฎเกณฑ์ กลไก กติกา มาแต่ต้น ต้องออกไปโลดแล่นในโครงสร้างใหม่ การมีทหารและตำรวจมากถึง 23 คน จาก 36 คน ก็ถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูป หลายเคยคัดค้านการปฏิรูปตำรวจมาก่อนแถมยังไร้ตัวแทนภาคประชาสังคม และตำรวจชั้นผู้น้อย
ยิ่งมองหน้าตากรรมการในครั้งนี้ก็ยิ่งทำให้เห็นโฉมหน้าของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยุค 4.0 ว่า อาจต้องอยู่แบบรวมศูนย์ไปเช่นเดิม เพียงแต่ “อำนาจ” แต่งตั้งโยกย้าย อาจถูก “ซอยและแบ่งปัน” ไปตามลำดับชั้นการบังคับบัญชา ไม่ให้ถูกล้วงลูก จากผู้ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย เพราะตลอด 19 ปีเต็ม ในรูปเงาะ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” กฎ ที่ดูเข้มงวด ถูกเยาะเย้ยถากถาง ไม่เว้นแม้แต่ในหมู่คนสีเดียวกันเสมอว่า “กฎ มี ไว้ ฉีก”