แรงงานชาวเมียนมาร์ ที่เก็บกะหล่ำปลีอยู่ในพื้นที่ อ.พบพระ จ.ตาก เป็นแรงงานที่เหลือเพียงครึ่งเดียว จากจำนวนแรงงานที่มีทั้งหมด เพราะอีกครึ่งหนึ่งเดินทางกลับประเทศไปก่อนแล้ว จากการประกาศใช้ พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว แรงงานอีกครึ่งหนึ่งที่เหลืออยู่ เป็นเพราะ คสช.ประกาศใช้ มาตรา 44 ชะลอการลงโทษไปอีก 180 วัน แต่แรงงานที่เหลือเพียงครึ่งเดียว ทำให้นายจ้างภาคการเกษตรในอ.พบพระ มีแรงงานไม่พอสำหรับเก็บเกี่ยวผลผลิต ซึ่งอีกไม่นานจะถึงช่วงเก็บเกี่ยวทั้งหมด ปัญหานี้อาจจะกระทบต่อไปยังภาคอุตสาหกรรมด้วย เพราะหากไม่มีแรงงานเก็บเกี่ยวผลผลิต ก็จะทำให้ไม่มีผลผลิตไปแปรรูปในโรงงานอุตสาหกรรม เมื่อสอบถามนายจ้าง ส่วนใหญ่ยังกังวลว่า แรงงานจากเมียนมาร์จะไม่กลับมาทำงานในประเทศไทยอีก หรืออาจไม่ทำงานภาคการเกษตรแล้ว เพราะค่าแรงต่ำกว่าแรงงานในกรุงเทพฯ ซึ่งจะทำให้ภาคการเกษตรขาดแคลนแรงงานแน่นอน
ศูนย์การเรียนรุ่งอรุณ หนึ่งในศูนย์การศึกษาของเด็กเมียนมาร์ในอำเภอแม่สอด จ.ตาก ซึ่งดูแลเด็กเมียนมาร์ที่ติดตามพ่อแม่ซึ่งเป็นแรงงานมาทำงานในประเทศไทย ทีมข่าวพบว่า ศูนย์การศึกษาลักษณะนี้ มีอยู่กว่า 70แห่ง แต่เมื่อ พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวประกาศใช้ มีศูนย์ปิดตัวไปแล้ว 3-4 แห่ง เพราะทั้งเด็กและครูทยอยเดินทางกลับประเทศ ครูที่ศูนย์รุ่งอรุณ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เมื่อเด็กกลับไปโดยเร่งด่วน ทำให้ไม่ได้ออกเอกสารรับรองการเรียนไปด้วย นั่นอาจทำให้เด็กต้องเริ่มเรียนใหม่ และบางส่วนอาจไม่ได้เรียนหนังสืออีก เพราะหลายพื้นที่ในเมียนมาร์เข้าถึงการศึกษาลำบาก
การเรียนการสอนที่ศูนย์การเรียนลักษณะนี้ จะไม่ได้รับรองมาตรฐานจากกระทรวงศึกษาธิการ เพราะจดทะเบียนเป็นแค่องค์กรสาธารณประโยชน์ ที่มีจุดประสงค์หลักเพื่อสอนให้เด็กชาวเมียนมาร์สามารถอ่านออกเขียนได้