เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญสาธิตการนำร่างผู้บาดเจ็บออกมาจากพื้นที่อับอากาศ จากนั้นจึงตรวจชีพจรเรียกสติของผู้บาดเจ็บ ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่ต้องทำ หลังพบผู้ประสบภัยในพื้นที่อับอากาศ ก่อนจะใช้อุปกรณ์เคลื่อนย้ายไปในจุดปลอดภัย นี่เป็นเหตุการณ์จำลองการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในพื้นที่อับอากาศ หนึ่งในหลักสูตรการอบรมเพื่อความปลอดภัยของบริษัทเอกชน หวังกระตุ้นให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมช่วยลดอุบัติเหตุจากการทำงาน
การลงไปในพื้นที่อับอากาศ กรณีที่พบว่ามีสารเคมีอันตรายผู้ช่วยเหลือต้องมีชุดที่สามารถป้องกันสารเคมีได้ ที่สำคัญต้องมีเครื่องช่วยหายใจหรือ SCBA และถังอากาศติดไปด้วยทุกครั้ง ขณะที่โรงงานอุตสาหกรรมต้องติดตั้งอุปกรณ์ระบบรอก หรือ ไตรพอต ให้พร้อมหน้างานทุกเมื่อ เพราะอุบัติเหตุไม่อาจคาดการณ์ได้
เพื่อความปลอดภัย ทั้งคนช่วยและผู้บาดเจ็บ ผู้เชี่ยวชาญด้านการช่วยเหลือในพื้นที่อับอากาศ อธิบายว่า การประเมินความสามารถของผู้ที่จะลงไปช่วยในพื้นที่อับอากาศ ที่นอกจากต้องมีทักษะแล้ว ยังต้องไม่มีอาการจิตตก และประเมินสภาพพื้นที่ว่าปลอดภัยไม่มีสารเคมีอันตราย ถือเป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลยได้ ก่อนลงไปช่วย การทำงานในพื้นที่อับอากาศ ต้องมีผู้เกี่ยวข้อง 4 กลุ่ม คือ ผู้อนุมัติ หรือ นายจ้าง ต้องรู้ว่า มีเจ้าหน้าที่เข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่อับอากาศ
ขณะที่ ผู้ควบคุม ที่ทำหน้าที่คุมงาน ตรวจสอบสภาพอากาศในจุดอันตรายพร้อมรายงานสภาพอากาศต่อเนื่องจนกว่างานจะแล้วเสร็จ ผู้ช่วยเหลือ ที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยกู้ภัยของโรงงาน พร้อมกับมีอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่ปากหลุม และผู้ปฏิบัติงาน ที่ต้องเข้าไปทำงานพร้อมอุปกรณ์เซฟตี้ทุกชนิด
วโรดม ศรีสัตยานุสรณ์ ถ่ายภาพ
อัฟนัน อับดุลเลาะ รายงาน