หลังจากหญิงรายหนึ่งในจังหวัดชลบุรี มีอาการเส้นพลิกบริเวณขาขวา จึงไปใช้บริการนวดและจับเส้น แต่เกิดกระดูกข้างขวาหักระหว่างนวด จนต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลชลบุรี โดยต้องดามเหล็กไว้ ขณะที่เจ้าของร้านที่เป็นผู้นวดได้พยายามชี้แจงว่าหากทราบว่าไม่ทราบว่าลูกค้าที่มานวดแผนไทยนั้นเป็นโรคกระดูกพรุน และหากทราบแต่แรกคงไม่กล้านวดให้
ขณะที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชลบุรี ระบุว่าจากการตรวจคนไข้ที่เข้ามารับรักษาตัว พบประวัติเป็นโรคมะเร็งเต้านม และเคยรับการให้คีโมถึง 8 ครั้ง จึงอาจมีปัญหาเรื่องกระดูกเปราะหรือพรุนได้ และเมื่อได้รับการกด บีบ จึงอาจทำให้กระดูกแจกหรือหักได้ แต่จากประสบการณ์ก็ยังไม่เคยพบเคสลักษณะนี้ ด้านลูกสาวของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเชื่อว่าอาจจะมีปัญหาจากการนวดมากกว่าโรคกระดูกพรุน และคิดว่าแม่ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องกระดูกพรุน เพราะปกติก็นวดให้แม่อยู่บ้าง ก่อนที่แม่จะไปนวดร้าน
สำหรับกรณีนี้ “นพพร วิสุทธิศักดิ์ชัย” กรรมการสภาแพทย์แผนไทย ได้เปิดเผยในรายการเป็นเรื่องเป็นข่าวว่า ในกรณีนี้คงเป็นเรื่องของกระดูก ญาติบอกว่าไม่มีประวัติเรื่องกระดูกพรุน ที่อาจจะเป็นความเข้าใจของญาติและไม่ได้สอบถามหมอชัดเจน ควรจะต้องสอบถามหมอว่าผู้ป่วยมีอาการทางนี้หรือมีโรคจากทางนี้หรือเปล่า ขณะที่จากภาพที่ได้ฉายให้ดูถึงท่าที่นวดนั้น ก็ยังเป็นท่าที่ปกติ แต่ต้องดูว่าผู้ถูกนวดมีอาการอะไร มีโรคกระดูกหรือโรคแทรกซ้อนไหม ซึ่งตรงนี้อาจจะก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ถูกนวดได้ การให้คีโมแล้วจะมีผลเรื่องกระดูกหรือมีผลข้างเคียงหรือทำให้เป็นโรคกระดูกพรุนหรือไม่นั้นตรงนี้อาจจะตอบไม่ได้ ต้องให้แพทย์แผนปัจจุบันเขามาวิเคราะห์ กรณีนี้เชคกับหมอกระดูกก็จะทราบทันทีว่ามวลกระดูกของผู้ถูกนวดนั้นมีกี่เปอร์เซ็นต์
กรรมการสภาแพทย์แผนไทย บอกว่า สำหรับคนที่เป็นโรคมะเร็งนั้นควรจะห้ามนวด หมอที่นวดถ้าไม่มั่นใจก็ไม่ควรที่จะนวดให้ เพราะครูอาจารย์ก็สอนมาว่าโรคต้องห้ามของการนวดคืออะไร ซึ่งมะเร็งเป็นหนึ่งในโรคที่ต้องห้ามของการนวด กรณีที่หมอนวดบางท่านได้ตัดสินใจที่จะนวดให้เนื่องจากวิเคราะห์แล้วว่า เป็นอยู่ในขั้นที่ไม่รุนแรงหรือแพร่กระจาย และคิดว่าการนวดผ่อนคลายกับผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่เขาต้องการความเอื้ออาทร ความผ่อนคลายการนวดก็เป็นอีกทางหนึ่ง แต่ต้องรู้ต้องเป็น แต่ถ้าไม่มั่นใจ ไม่แน่ใจ ก็จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้แล้วก็จะเกิดปัญหาตามมา ซึ่งหมอนวดไม่ควรรับนวดแต่แรก
กรณีนี้เป็นเรื่องกฎหมายในเรื่องของความเสียหาย แต่การปฏิบัติของเขาไม่ได้เข้าในเรื่องกฎหมายของสภาการแพทย์แผนไทย เพราะสภาการแพทย์แผนไทยมันเป็นเรื่องการประกอบวิชาชีพทางแพทย์แผนไทย สิ่งที่เขาทำมันคือสถานประกอบการเพื่อสุขภาพในเข้ากฎหมายอีกตัวหนึ่งคือ พระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ.2559 ส่วนสภาการแพทย์แผนไทยนั้นคือเรื่องกฎหมายผู้ประกอบวิชาชีพผู้ประกอบการการแพทย์แผนไทย เพราะจากข่าวที่ออกมาเขาเปิดสถานการณ์เพื่อสุขภาพ
ก่อนที่เราจะเข้าไปนวดก่อนอื่นต้องตรวจสอบก่อนว่าร้านเขาจัดตั้งมาอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ มีใบอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข และผู้ให้บริการหรือหมอนวดควรจะมีใบประกาศนียบัตรที่ผ่านการอบรมการนวด 150 ชั่วโมงจากกระทรวงสาธารณสุข และต้องมีการซักประวัติก่อน เหมือนการตรวจวินิจฉัยโรคเบื้องต้น ฉะนั้นการนวดไทยที่กำลังส่งผลให้นวดไทยเป็นมรดกโลกก็ยิ่งมีความเสียหาย แต่เกิดขึ้นแล้วต้องมีการแก้ไข และคนนวดก็ต้องตรวจสอบตัวเองก่อนไปนวดด้วย
สำหรับโรคที่เป็นห้ามเข้ารับบริการนวดแผนไทย คือ 1.ห้ามนวดในผู้ที่มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียล หรือโรคติดเชื้อเฉียบพลัน 2.ห้ามนวดบริเวณที่มีการอักเสบจากการติดเชื้อ กระดูกแตก หัก และข้อเคลื่อน 3.ห้ามนวดให้ผู้ป่วยโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน 4. ห้ามนวดให้ผู้เป็นโรคผิวหนังมีแผลเปิดเรื้อรัง โรคติดต่อระยะแพร่เชื้อ 5. ห้ามนวดให้ผู้ป่วยโรคมะเร็ง 6.ห้ามนวดให้ผู้เป็นโรคกระดูกพรุนรุนแรงหรือต้องกินยารักษาโรคกระดูกพรุนอยู่ 7.ห้ามนวดผู้มีภาวะลิ่มเลือดอักเสบและอุดตัน