กระแสข่าวภารกิจการช่วยเหลือนักศึกษาไทยทั้งคนที่ประสบอุบัติเหตุ ทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงประเด็นนี้จำนวนมาก ขณะเดียวกันก็มีผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาออกมาแสดงความเห็นและวิธีการช่วยเหลือจำนวนมาก เช่นเดียวกับ “เฉลิมชัย พ่วงแพ” นักปีนเขาชาวไทย ที่ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า “ถ้าเป็นเขา เขาทำได้และพร้อมจะไปช่วยเหลือที่สหรัฐฯ หากทางญาติติดต่อมา” ได้เปิดเผยในรายการเป็นเรื่องเป็นข่าวว่า มั่นใจว่าสามารถจะลงไปถึงรถในจุดที่ประสบอุบัติเหตุได้ ส่วนหน้างานก็ต้องดูสภาพอากาศอีกที จากการที่เห็นคลิปวิดีโอในวันแรกนั้นประเมินว่าน้ำจะมีความรุนแรงระดับ 5 แต่ล่าสุดจากที่เห็นน่าจะอยู่ระดับ 2-3 กระแสน้ำเบาลงกว่าวันแรกๆ ซึ่งจะประเมินจากลมและความเชี่ยวของน้ำ
“การลงไปถึงข้างๆรถไม่ยาก ดูแล้วไหล่ทางดูชันก็จริงแต่ถ้าโรยตัวลงมาแล้วมันไม่มีอะไร ที่บอกว่าลมแรงเพราะเป็นหุบเขาทำให้เป็นอุปสรรคนั้น พวกผมก็ปีนหน้าผากันปกติ ลมไม่ใช่ประเด็นหลัก และผมเคยผ่านการปีนหน้าผาในลักษณะนี้และยากกว่านี้มาแล้ว โดยส่วนตัวเข้าใจว่าอาจจะเป็นเหตุอาชญากรรมจึงมีการกันไม่ให้ใครเข้าไปยุ่งบริเวณนั้น” นักปีนเขาไทยประเมินสถานการณ์
เฉลิมชัย มองว่า ลมในหุบเขาไม่ใช่ปัญหาสำหรับนักปีนเขา เพราะตัวจะแนบกับหน้าผา ไม่เหมือนกรณีโรยตัวจากเฮลิคอปเตอร์ที่จะมีแรงเหวี่ยง จุดเกิดเหตุเป็นหน้าผาลึก 150 เมตร คิดว่าน่าจะใช้เชือกความยาว 400 เมตร ซึ่งอเมริกาเป็นประเทศที่ต้องมีความพร้อมหากไม่มีทักษะนี้ก็ไม่สามารถลงไปได้ แต่ถ้าเป็นเมืองไทยนั้นใครมีความสามารถก็ลงไปช่วยได้เลย เรื่องแบบนี้หากเกิดกับญาติเราก็ต้องกว่าจะรอระดับมือโปร ที่ต้องรอเวลาอาจจะนานเป็นเดือน แต่กับคนที่พร้อมที่จะช่วยเหลือหากเป็นตนเราจะยอมเสี่ยง
“ตอนนี้ผมมีวีซ่าอยู่ ถึงบอกว่าผมพร้อมที่จะช่วยเหลือ หากผมไม่ได้ไปสามารถเอาเครื่องมือผมไปได้ แต่ถ้าคุณไม่มีใครแล้วคุณมาหาผมได้ ผมจะไปช่วย ถ้าร้องขอมายินดีไปช่วย และมองว่าการช่วยเหลือช้าไปเพราะเวลาผ่านมานาน หากอยู่ตรงนั้นก็จะลงไปแล้ว ไม่ต้องใช้โดรนถ่าย เพราะพวกขึ้นลงเป็นปกติ บางคนบอกว่า กลัวเสี่ยงตาย แต่คุณไม่เคยทำ คนที่เขาเคยทำเขาก็เฉยๆ ยอมรับว่าหลังจากโพสต์ก็ถูกสังคมเข้ามาด่า ไม่เข้าใจว่าสังคมไทยเป็นอะไร เพียงแค่มีคนที่พอจะมีหนทางช่วยเหลือก็ขอว่าอย่าไปดับหนทางของเขา” นักปีนเขารายนี้ อธิบายความตั้งใจ
ขณะที่ "นพ.สุระ เจตน์วาที" แพทย์ศาสตร์การบิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ชีพขั้นสูงและการลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ วิเคราะห์ว่า สถานการณ์นี้อาจจะเป็นไปได้ว่าเขาติดข้อกฎหมายบางข้อจึงทำให้เขาไม่สามารถลงไปช่วยเหลือได้ แต่ตนก็ไม่ได้เชี่ยวชาญกฎหมายในประเทศสหรัฐฯ แต่การวันแรกที่เจออุบัติเหตุนั้นการลงไปช่วยอาจจะไม่ปลอดภัย จากความเชี่ยวของน้ำ หรือหมอกอาจจะลงจัดเพราะช่วงนั้นเป็นหิมะที่ละลายลงมา โดยในแง่ของการบิน เมื่อนักบินมองลงมาแล้วถ้าทัศนวิสัยไม่ดีก็เป็นผลในการเข้าถึงได้ยากในวันที่พบรถ ส่วนกระแสลมมันคาดเดาไม่ได้ เมื่ออากาศร้อนที่มันลอยตัวขึ้นในบางครั้งก็สามารถทำให้เกิด “ลมหวน” ขึ้นมาในช่องเขาได้ซึ่งเป็นสิ่งที่นักบินเฮลิคอปเตอร์กลัวมาก เพราะมันหมายถึง “ชีวิตแลกชีวิต” ในการเข้าไปช่วยเหลือแล้วอาจจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำซ้อนได้ในช่วงแรก
“วิธีการช่วยเหลือแบบการโรยตัวจากเฮลิคอปเตอร์เหมือนลูกตุ้ม ผมได้มีโอกาสเข้าไปอยู่ในหน่วยกู้ภัยทางอากาศของอิตาลีทางตอนเหนือ การทำแบบนี้ในกรณีวันแรกๆ หากพบว่าการช่วยเหลือมีความเสี่ยงเราก็ไม่ควรจะทำแม้จะเป็นความเสี่ยงเพียงแค่นิดเดียว ถ้าจะต้องลงไปในหุบเขาจริงๆ แพทย์ พยาบาลและทีมกู้ชีพในอิตาลีเขาจะต้องโรยตัวลงไปเอง และการจะลงไปช่วยเหลือต้องผ่านการฝึกฝน เพราะหลายๆครั้งมีการหมุนเหมือนลูกตุ้ม มีการเหวี่ยงตามกระแสลม พอเหวี่ยงแล้วทำให้เฮลิคอปเตอร์ทรงตัวไม่ดีอาจจะทำให้ตกลงมาทั้งลำได้ ซึ่งสันนิษฐานว่าสภาพอากาศในวันแรกๆอาจจะไม่เหมาะสมในการเข้าไปช่วยเหลือ”
ขณะที่ญาติตั้งคำถามว่าทำไมไม่ลงไปตรวจสอบก่อนว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ในวันที่พบรถนั้น "นพ.สุระ" ยอมรับว่าหน้าผาที่จุดเกิดเหตุนั้นไม่ใช่ระดับที่ยากถึงระดับสูงสุด ซึ่งก็มีนักปีนเขาระดับสูงจำนวนมาก การลงไปนั้นสามารถจะทำได้ แต่เชือกที่ใช้ต้องมีการความแข็งแรง ทนทาน เมื่อขูดกับหินแล้วต้องไม่ขาดแล้วต้องมีทักษะการปีนเขาค่อนข้างดี ส่วนตัวคิดว่าสามารถลงได้ แต่กรณีที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯไม่ลงไปนั้น คิดว่าเขาน่าจะมีกฎหมายในการกู้ภัย ไม่ใช่ทุกคนจะลงไปได้ เขาจะมีหลายๆหน่วย ซึ่งคนที่ลงไปนั้นเขาจะต้องมีความสามารถหลายอย่างในคนเดียวกัน ทั้งทักษะการเล่นเชือก ทักษะต่อกระแสน้ำเชี่ยวได้ เพราะวันแรกๆน้ำระดับ 4-5
ผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ชีพขั้นสูงและการลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ ยอมรับว่า กรณีที่ญาติจะนำกู้ภัยไทยไปช่วยเหลือหากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ไม่ลงไปช่วยเหลือ อย่างแรกต้องตรวจสอบว่าสถานที่นั้นๆมีข้อกฎหมายอยู่หรือไม่ในการลงไปช่วยเหลือ อาจจะไม่อนุญาตให้ทำแบบนั้น แต่อย่างกรณีการลงไปท่องเที่ยวอาจจะทำได้ที่หลายที่อนุญาตในการท่องเที่ยว ส่วนกรณีนี้อาจจะมีเรื่องของคดีและข้อจำกัดทางกฎหมาย
ล่าสุดทหารได้ใช้เฮลิคอปเตอร์ชีนุก บินสำรวจพื้นที่ ลำน้ำและสำรวจความเป็นไปได้ในการเก็บกู้รถยนต์ของนักศึกษาที่ติดอยู่บนแผ่นหินกลางแม่น้ำนั้น "นพ.สุระ" เปิดเผยว่า ความสามารถของชีนุกนั้นสามารถยกรถขึ้นมาได้อย่างสบาย และยังสามารถยกรถถังได้สบาย ส่วนตัวคิดว่าเขาน่าจะทำได้แน่นอน เพราะเขามีความสามารถในการช่วยเหลือระดับต้นๆของโลก แต่การไม่เข้าไปในวันแรกๆอาจจะติดขัดข้อกำหนดหลายข้อการทำอะไรผลีผลามเข้าไปในจุดนั้น อาจจะมีความผิดในส่วนของเขา และอาจจะทำให้เขาได้ไม่คุ้มเสีย ส่วนข้อจำกัดของนักบินส่วนใหญ่จะมีการกลัวการเข้าไปในพื้นที่ของภูเขาในลักษณะที่เข้าไปในหุบเขาแบบนั้น หากจำกรณีของแก่งกระจานได้ที่เข้าไปช่วยแล้วมีความสูญเสีบเกิดขึ้น เขาอาจจะประเมินว่ามีความเสี่ยง และการที่เป็นเฮลิคอปเตอร์ของทหารนั้นจำเป็นจะต้องมีคำสั่งเท่านั้น
“เวลาที่ผ่านไป 2 สัปดาห์นั้นถ้าเทียบกับความคาดหวังของครอบครัวและหลายๆคน ผมมองว่าช้าไป แต่ก็มันมีบางส่วนที่เราคิดไม่ถึงได้ และต้องรอฟังทางสหรัฐฯด้วยไม่ใช่ไปตัดสินเขาเลย การที่ช่วยเหลือช้าอาจจะมีบริบทของมันอยู่ แล้วมีเหตุผล ข้อกฎหมายที่ติดขัดอยู่ ในขณะนี้น่าจะพ้นการกู้ชีวิตแล้วน่าจะเป็นการกู้ร่างแล้ว ซึ่งการกู้ชีพเมื่อพิสูจน์ได้ว่าเขามีชีวิตอยู่และสถานการณ์ปลอดภัย การเข้าถึงต้องเร็วที่สุด เพราะนั่นคืออีกหนึ่งชีวิตที่เราจะต่อขึ้นมาได้ แต่เมื่อพ้นช่วงเวลาการกู้ชีวิตแล้วตรงนี้ไม่มีระยะเวลากำหนดว่าจะใช้เวลานานเมื่อไหร่ อาจจะเป็นความพร้อมกับสถาพแวดล้อม ซึ่งทางญาติมีสิทธิจะคิดว่าการช่วยเหลือล่าช้า แต่ต้องเข้าใจว่ากว่าจะพบว่าเกิดอุบัติเหตุและอุณหภูมิน้ำต่ำทำให้ระบบต่างๆในร่างกายชัตดาวน์ลงได้” นพ.สุระ ทิ้งท้าย