ตลอด 5 ฤดูกาลผลิตของโครงการรับจำนำข้าว ตั้งแต่ปี 2554 -2557 รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์รับซื้อข้าวทั้งหมด 54.4 ล้านตัน ใช้เงินกว่า 9 แสนล้านบาท สาเหตุสำคัญที่ปริมาณข้าวเปลือกไหลเข้าสู่รัฐบาลจำนวนมาก จนส่งผลให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณมหาศาล เป็นเพราะเงื่อนไขของโครงการเปิดรับซื้อข้าวทุกเมล็ด ด้วยราคาสูงกว่าตลาดราว 40 เปอร์เซ็นต์
สำหรับเงื่อนไขที่เปิดกว้างเช่นนี้ นำไปสู่การทุจริตที่ตรวจสอบพบในหลายขั้นตอน ทั้งการนำข้าวที่ไม่อาจตรวจสอบที่มาได้ มาสวมสิทธิ์ในโควต้าของชาวนารายย่อย ไปจนถึงการระบายข้าวที่ถูกกล่าวหาว่า เอื้อประโยชน์บริษัทพวกพ้องในประเทศ ทั้งที่เคยมีประวัติทุจริต และการขายแบบรัฐต่อรัฐให้กับต่างประเทศ ที่กำลังเป็นคดีความเอาผิดนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์ และข้าราชการอีกจำนวนหนึ่งในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์อีกคดีหนึ่งด้วย
ระหว่างดำเนินโครงการและปรากฏปัญหารั่วไหลของงบประมาณหลายขั้นตอน ป.ป.ช. และ สตง. ทำหนังสือเสนอให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะนายรัฐมนตรี ทบทวนยกเลิกโครงการ เช่นเดียวกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านเวลานั้น ที่ใช้กลไกรัฐสภาอภิปรายหลายครั้ง แต่รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็มีเหตุผลที่นำมาใช้อธิบายสาเหตุที่ไม่อาจยกเลิก
ข้อถกเถียงในประเด็นนี้ ถือเป็นประเด็นสำคัญที่อยู่ในสำนวนคดีส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่จะชี้ขาดในวันที่ 25 สิงหาคมนี้