เมื่อวันที่ 3 ม.ค. 69 นายไชยา พรหมา สส. หมายเลข 7 เขต 2 จังหวัดหนองบัวลำภู พรรคกล้าธรรม ออกมาเปิดใจผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวอีกครั้ง หลังจากประชาชนยังตั้งคำถามกรณีย้ายออกจากพรรคเพื่อไทยมาสังกัดพรรคกล้าธรรม
นายไชยาระบุว่า มีพี่น้องประชาชนยังตั้งคำถามและยังมีข้อข้องใจอย่างมากโดยเฉพาะในเรื่องเหตุผลของการย้ายจากพรรคเพื่อไทย ไม่ได้อยู่ที่เดิมแล้ว หลายคนถามว่าตนทรยศต่อพรรคเพื่อไทยใช่หรือไม่
นายไชยายืนยันว่า ตนเองสำนึกบุญคุณและมีความกตัญญูรู้คุณกับพรรคเพื่อไทยและอยู่กับพรรคเพื่อไทยมา 24 ปี โดยช่วงที่พรรครุ่งโรจน์ตนเองก็ไม่ได้หายไปไหน ช่วงที่พรรคเจอวิกฤตทางการเมืองตนเองก็อยู่และไม่ได้หนีไปไหน
โดยเฉพาะช่วงที่โดนรัฐประหารหลายคนเป็นผู้หลักผู้ใหญ่กระโดดหนีพรรคเพื่อไทยไปอยู่ที่อื่นและไปมีอำนาจอยู่ที่อื่น และไปซูฮกกับเผด็จการก็ยังกลับมาพรรคเพื่อไทยได้ แต่ตนเองไม่เคยหนีไปไหน แม้ถูกบีบคั้นจากผู้มีอำนาจในยุคนั้นเพื่อให้ย้ายพรรค ซึ่งตอบปฏิเสธไปว่าไม่สามารถที่จะทิ้งพรรคได้
“ตลอดระยะเวลา 24 ปีผมอยู่ที่พรรคเพื่อไทยเปรียบเสมือนบ้านอันอบอุ่น พรรคให้โอกาส ไม่เคยลืมบุญคุณของ นายทักษิณ ชินวัตร และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ให้โอกาสทางการเมือง” นายไชยากล่าว
เขาเสริมว่า “คิดว่าการได้รับการสนับสนุนจากพรรคให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และให้เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ถือว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในชีวิต แต่ตนเองคิดว่าระยะเวลาสั้น ๆ ที่ได้ทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 7 เดือนก็มีคำถามอยู่ในใจเสมอและประชาชนในพื้นที่ตลอดเวลาว่าตนเองโดนปรับออกไปเพื่ออะไรหรือตนเองไม่มีความสามารถหรือตนเองทำอะไรผิดซึ่งตนเองก็หาคำตอบจากพรรคไม่ได้”
นายไชยายังระบุอีกว่า ถึงอย่างไรก็ตาม คิดว่าก็เป็นเหตุผลหนึ่งหรือความจำเป็นที่พรรคอาจจะมีเหตุผลที่ปรับตนเองออก แต่ส่วนตัวคิดว่าศักยภาพของตนเองยังสามารถที่จะทำงานรับใช้ประชาชนได้และอยู่ที่ไหนเป้าหมายสำคัญคือการทำงานเพื่อสนองตอบความต้องการของประชาชนโดยเฉพาะพี่น้องชาวจังหวัดหนองบัวลำภู และพี่น้องชาวภาคอีสานนี่คือเป้าหมายหลัก
ดังนั้น จึงคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถ โดยไม่อาจที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบและเคารพต่อการวิพากษ์วิจารณ์ได้ยินดีที่จะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์แต่ขอโอกาสจากพี่น้องประชาชนว่าชีวิตของเราต้องเดินไปข้างหน้า
เพราะฉะนั้นคิดว่าในสิ่งที่ตนเองเคยปฏิบัติหน้าที่เป็น สส. เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในช่วง 7 เดือน ทำหน้าที่เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็ได้แสดงบทบาทให้เห็นแล้วว่าตนเองได้ใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ และเป็นหน้าตาของพรรค ดังนั้นในวันนี้ตนเองก้าวออกมาถ้าเปรียบเสมือนครอบครัวแล้วการมีลูกก็ลูกโตเป็นหนุ่ม 24 ปีแล้ว
นายไชยายังชี้แจงอีกว่า ตนเองออกมาจากพรรคในตอนที่ยุบสภาหากจะเป็นงูเห่า ต้องไปตั้งแต่ตอนโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว ดังนั้นขอปฏิเสธ และยังสำนึกบุญคุณต่อผู้มีพระคุณของตนเองและเคารพต่อการวิพากษ์วิจารณ์ แต่ขอโอกาสในการทำงาน
นายไขยาบอกว่า พรรคกล้าธรรมเห็นความสามารถและศักยภาพในตัวของตนเอง จึงอยากให้เข้ามาช่วยงาน ดังนั้นจึงตอบรับว่าสิ่งไหนที่สามารถที่ช่วยเหลือและดูแลประชาชน ในพื้นที่ได้และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนก็อยากจะแสดงฝีมือเพื่อจะขอโอกาสจากประชาชนชาวหนองบัวลำภูให้กลับเข้าไปทำงานในฐานะผู้แทนราษฎรของพี่น้องอีกครั้ง