รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ภาวะสังคมไทยปี 60 “บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์” หรือ “บุหรี่ไฟฟ้า” ภัยร้ายที่ต้องเฝ้าระวัง สำหรับผู้สูบบุหรี่นั้นเชื่อว่าบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เป็นทางเลือกใหม่สําหรับผู้ที่ต้องการลดหรือเลิกสูบบุหรี่ และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะไม่มีสารนิโคติน สารก่อมะเร็ง สารอันตรายที่เกิดจากการเผาไหม้ อีกทั้งยังสามารถช่วยเลิกบุหรี่ได้ แต่ในข้อเท็จจริงพบว่า “บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์มีสารนิโคตินสูงกว่าบุหรี่ธรรมดามากกว่า 10 เท่า” มีผลทําให้อัตราการเต้นของหัวใจสูง ลดสมรรถภาพปอดและการหายใจเช่นเดียวกับบุหรี่ทั่วไป การเผาไหม้ทําให้เกิดสารก่อมะเร็ง ขณะเดียวกันก็ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนเรื่องความปลอดภัยและการช่วยเลิกบุหรี่
นอกจากนี้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ยังอาจเป็นจุดเริ่มต้นในการเสพติดบุหรี่หรือสารเสพติดประเภทอื่นๆ ในกลุ่มเด็กและเยาวชน เพราะจากผลการศึกษากลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อายุเฉลี่ย 14 ปี จํานวน 2,530 คน ในโรงเรียน 10 แห่งที่นครลอสแองเจลีส และมีการติดตามผล 6 - 12 เดือน พบว่าในระยะผู้ที่เคยใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ก็ใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดอื่นด้วย คือ บุหรี่ธรรมดา ซิการ์ รวมไปถึงฮุคก้า 11 และยังมีงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่พบว่าเยาวชนที่ใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์จะหันไปสูบบุหรี่ธรรมดามากกว่าเยาวชนที่ไม่ได้ใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์
สําหรับประเทศไทยจากการศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้บุหรี่และบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปี พ.ศ. 2559 พบว่า สาเหตุของการสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เนื่องจาก คิดว่าสูบแล้วเท่ อยากเลิกบุหรี่และไม่มีกลิ่นเหม็นเหมือนบุหรี่ธรรมดา ในขณะเดียวกันเมื่อสอบถามเรื่องความเชื่อว่าบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์สามารถทําให้อดบุหรี่ธรรมดาได้จริงหรือไม่ ก็ยังคงมีหลายคนไม่แน่ใจเพราะตนเองสูบทั้งบุหรี่ธรรมดาและบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ควบคู่กันไป แล้วแต่เวลาและโอกาส บางคนก็กลับมาสูบบุหรี่ธรรมดาเหมือนเดิม
ทั้งนี้จากการสํารวจการขายและการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่ในแหล่งขายทั่วกรุงเทพมหานคร พบว่า ในปี 2560 ผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่ยอดนิยมของวัยรุ่นคือ “บุหรี่ไฟฟ้า” เนื่องจากราคาคุ้มค่า สามารถชาร์จแบตได้ เติมน้ำยาได้ และมีความเชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัย สามารถช่วยลดการสูบบุหรี่ธรรมดาได้
โดยจากผลสํารวจการบริโภคยาสูบในเยาวชนไทยปี 2558 ของกรมควบคุมโรค พบว่า เยาวชนอายุ 13-15 ปี มีอัตราการสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ร้อยละ 3.3 โดยเพศชายมีอัตราการสูบร้อยละ 4.7 และเพศหญิงมีอัตราการสูบร้อยละ 1.9 แม้ประเทศไทยจะมีการห้ามนําเข้าและจําหน่ายบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2557 ผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษจําคุกไม่เกิน 10 ปีปรับเป็นเงิน 5 เท่าของราคาสินค้า หรือทั้งจําทั้งปรับและมีคําสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับและหากผู้ขายหรือให้บริการเป็นผู้ผลิต ผู้สั่งนําเข้ามาขายต้องรับโทษเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า แต่ก็พบว่ายังสามารถหาซื้อบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างแพร่หลายทางอินเทอร์เน็ต จึงควรมีการบังคับใช้กฎหมายและลงโทษผู้กระทําผิดอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้มีการลักลอบซื้อขายผ่านทุกช่องทาง พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบและตระหนักถึงโทษและผลกระทบอย่างทั่วถึง
อย่างไรก็ตามการประกาศใช้ พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ซึ่งมีการขยายนิยามผลิตภัณฑ์ยาสูบให้ครอบคลุมไปถึงตัวผลิตภัณฑ์ทุกชนิดที่มีส่วนประกอบของนิโคตินยกเว้นเฉพาะยาตามกฎหมายว่าด้วยยาเท่านั้น ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา และการประกาศใช้ พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ซึ่งมีการปรับขึ้นเพดานอัตราภาษีสุราและบุหรี่ใหม่โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 กันยายนนี้ เป็นอีกมาตรการหนึ่งที่จะช่วยลดการแพร่ระบาดของบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ และลดจํานวนนักสูบและนักดื่ม รวมทั้งผลกระทบต่างๆ ที่จะตามมาอีกด้วย
ด้านนายแพทย์สุเทพ เพชรมาก รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัจจุบันมีการสูบบุหรี่ไฟฟ้าอย่างแพร่หลายในกลุ่มวัยรุ่นไทย เหตุเพราะรูปลักษณ์และองค์ประกอบที่ดึงดูดใจให้วัยรุ่นหันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้า และเกิดกระแสการเลียนแบบในกลุ่มเพื่อนอย่างรวดเร็ว ทางกรมควบคุมโรค ขอให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยคนเลิกสูบบุหรี่ได้ ที่สำคัญในบุหรี่ไฟฟ้าก็มีสารพิษต่างๆ โดยเฉพาะสารนิโคตินเทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ปกติทั่วไป ซึ่งมีอันตรายและส่งผลกระทบต่อสุขภาพเหมือนกัน ทั้งนี้ ผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าเมื่อสูดเข้าสู่ปอดแล้ว ไม่ใช่มีเพียงไอน้ำกับสารนิโคตินเท่านั้น แต่ยังมีสารเคมีอีกมากมายที่ใช้ในขบวนการผลิตและปรงุแต่งกลิ่นรส และสารเคมีหลายชนิดเป็นอาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย รวมทั้งมีสารก่อมะเร็งด้วย นอกจากนี้ การสูบบุหรี่ไฟฟ้ายังเป็นจุดเริ่มต้นในการเสพติดบุหรี่หรือสารเสพติดประเภทอื่นๆ ในเด็กและเยาวชนด้วย
ทั้งนี้ จากผลสำรวจการบริโภคยาสูบในเยาวชนไทย อายุ 13-15 ปี ครั้งล่าสุดในปี 58 สำรวจพบว่าเยาวชนชายสูบบุหรี่ไฟฟ้าถึงร้อยละ 4.7 และเยาวชนหญิงสูบบุหรี่ไฟฟ้าถึงร้อยละ 1.9 ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้รัฐบาลปัจจุบัน จึงออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ ณ วันที่ 12 ธ.ค.57 เรื่อง กำหนดให้บารากู่ บารากู่ไฟฟ้า และบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2557 ซึ่งหากมีผู้ฝ่าฝืนนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามายังประเทศไทย จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับเป็นเงิน 5 เท่าของราคาสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ริบสินค้าเหล่านั้นรวมถึงพาหนะที่ใช้บรรทุกสินค้านั้นด้วย และคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ฉบับที่ 9/2558 ห้ามขาย หรือห้ามให้บริการสินค้า บารากู่ บารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า หรือตัวยาบารากู่ น้ำยาสำหรับเติมบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งมีโทษสำหรับผู้ขาย ผู้ให้บริการ โดยจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากผู้ฝ่าฝืนเป็นผู้ผลิต ผู้สั่ง ผู้นำเข้าเพื่อขาย จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ขอบคุณภาพจาก AFP