เมื่อวันที่ (12 ก.ย. 60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การปฏิบัติของชุดสยบไพรี ได้พยายามงัดประตูบ้านนายเอกอ้วน หรือ นายจิรัฎฐ์ เพ็ญโสภณวิทญ์ ผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ ซึ่งขณะนั้นนายเอกอ้วนหลับอยู่ในห้องนอนกับลูกและภรรยา โดยตำรวจได้ขยายผลการจับกุมและติดตามแก๊งนี้นานกว่า 10 เดือน จนสามารถทลายได้ทั้งขบวนการ พฤติกรรมของนายเอกอ้วน หรือ นายจิรัฎฐ์ เพ็ญโสภณวิทญ์ มีลักษณะคล้ายกับบอย นาคคำ ผู้ต้องหาในคดีสมคบกันฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด เครือข่ายนายไซซะนะ แก้วพิมพา เริ่มจากที่นายเอกอ้วนไต่ระดับจากรับจ้างขนส่งยาเสพติด สู่การเป็นเอเย่นต์คอยประสานรับยาเสพติดจากชายแดนจังหวัดเชียงรายมาพักไว้ในกรุงเทพและปริมณฑล ก่อนขนลงสู่ภาคใต้
ด้านพลตำรวจโทสมหมาย กองวิสัยสุข ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เปิดเผยว่า นายเอกอ้วน เคยมีประวัติการถูกจับกุมสั่งฟ้องมาแล้วเมื่อปี 47 ก่อนต่อสู้คดีจนศาลฎีกายกฟ้องในปี 55 แต่ด้วยหลักฐานในปฏิบัติการเข้าจับกุมครั้งนี้ ผู้บัญชาการปราบปรามยาเสพติด มั่นใจจะสามารถชี้ให้ศาลเห็นถึงพฤติการณ์กระทำผิด เพราะมีหลักฐานเชื่อมโยงเส้นทางเงินในการว่าจ้างขนยาเสพติดอย่างชัดเจน และเชื่อหากนำตัวฟ้องต่อศาลแล้วคาดศาลจะตัดสินให้จำคุกได้
ปฏิบัติการครั้งนี้ ชุดสืบสวนตำรวจปราบปรามยาเสพติดใช้เวลาขยายผลนานกว่า 10 เดือนในการจับกุมยาไอซ์ล็อตใหญ่ รวมจำนวนกว่า 400 กิโลกรัม และยาบ้าจำนวน 1 ล้านเม็ด เมื่อปลายปี 2559 ของตำรวจภูธรภาค 1
จนกระทั่งไปพบประวัติการโทรศัพท์ของนายเอกอ้วน ผู้ต้องหารายนี้ ซึ่งเป็นเบอร์โทรที่จดทะเบียนด้วยซิมต่างประเทศ และจากการตรวจค้นทรัพย์สินพบตู้เซฟที่เก็บเงินสดถึง 6 ล้านบาท ทองคำแท่งและทองรูปพรรณ น้ำหนักรวม 20 บาท โฉนดที่ดิน 4 ฉบับ และทรัพย์สินอื่นๆ มูลค่ารวมประมาณ 100 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบบัญชีธนาคารที่ใช้ชื่อนายสุรเชษฐ์ โฮเต็น อาชีพจักรยานรับจ้าง ที่มีเงินในบัญชีสูงถึง 60 ล้านบาท ซึ่งทางตำรวจจะขยายผลเส้นทางการเงินต่อไป
สำหรับปฎิบัติการครั้งนี้ ตำรวจ ปส. ได้นำกำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้นรวม 43 จุด ทั่วประเทศ แบ่งเป็นพื้นที่ กรุงเทพมหานคร 14 จุด ภาค 1 จำนวน 20 จุด ภาค 3 จำนวน 4 จุด และภาค 4 จำนวน 5 จุด โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลได้รวมทั้งสิ้น 11 คนครับ