สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน หรือ IOM แสดงความเป็นกังวลต่อสวัสดิภาพของผู้ลี้ภัยโรฮิงญาหลายแสนคน ทั้งที่ข้ามพรมแดนเข้าไปในบังกลาเทศแล้ว รวมถึงผู้ที่ยังติดค้างอยู่ตามชายแดนเมียนมาร์-บังกลาเทศ เพราะแม้ว่าความช่วยเหลือ ทั้งอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น จะเริ่มหลั่งไหลเข้าไปในพื้นที่แล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่ค่ายผู้ลี้ภัยก็มีพื้นที่ไม่พอรองรับจำนวนผู้ลี้ภัยที่ทยอยเข้ามาใหม่ทุกวัน เจ้าหน้าที่ต้องเข้ามาช่วยจัดสรรและกระจายผู้ลี้ภัยไปตามค่ายต่าง ๆ ป้องกันการแออัด และเพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือผู้ลี้ภัยอย่างทั่วถึง ล่าสุด มีรายงานว่าผู้ลี้ภัยในค่ายผู้อพยพ “บาลุคห์คารี” ในเขต แพน-บาซาร์ เกิดการแย่งชิงสิ่งของบริจาค จนทำให้ผู้หญิง 1 ราย และเด็กอีก 2 ราย ถูกเหยียบจนเสียชีวิต
โดยบรรยากาศในค่ายผู้ลี้ภัยขณะนี้ เต็มไปด้วยผู้คนที่บาดเจ็บและเสียชีวิต เสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาด ขณะที่สำนักพยากรณ์อากาศของบังกลาเทศ ระบุว่า ช่วงนี้จะมีฝนตกหนักทางภาคตะวันออกของประเทศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของค่ายผู้ลี้ภัยโรฮิงญา ส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนเหล่านี้ลำบากยิ่งขึ้น ขณะที่รัฐบาลบังกลาเทศก็เริ่มประกาศใช้กฎจำกัดเขตผู้ลี้ภัย เพื่อไม่ให้ชาวโรฮิงญาออกจากพื้นที่ที่กำหนดไว้
ขณะที่ นายจอห์น ซิฟตัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียของฮิวแมนไรทส์วอทช์ ระบุว่า กองทัพเมียนมาร์กำลังกวาดล้างชาติพันธุ์ชาวมุสลิมโรฮิงญา โดยไม่สะทกสะท้านต่อเสียงประณามจากผู้นำโลก คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและประเทศที่เกี่ยวข้อง จึงควรออกมาตรการลงโทษอย่างเจาะจง เช่น ห้ามการซื้อขายอาวุธกับกองทัพเมียนมาร์ เพื่อยุติปฏิบัติการกวาดล้างชาติพันธุ์ต่อชาวมุสลิมโรฮิงญา
ส่วนที่ประเทศอินเดียวันนี้ ศาลฎีกามีการพิจารณาคำร้องคัดค้านแผนของรัฐบาลอินเดียที่จะเนรเทศชาวมุสลิมโรฮิงญา 4 หมื่นคน ออกจากประเทศ คำร้องนี้ยื่นโดยตัวแทนของชาวโรฮิงญาสองคนที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยใน กรุงนิวเดลี
อย่างไรก็ตาม สื่อท้องถิ่นรายงานว่า รัฐบาลอินเดียจะอ้างต่อศาลว่า ชาวโรฮิงญาเป็นภัยคุกคามความมั่นคง เพราะอาจช่วยเหลือกลุ่มก่อการร้ายได้ ขณะที่ชาวโรฮิงญาเองก็ปฏิเสธมาตลอดว่าไม่เคยเกี่ยวข้องกับกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง
ส่วนอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองในวันพรุ่งนี้ คือ การแถลงอย่างเป็นทางการผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติของ นางออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐและรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาร์ ที่ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงเนปิดอว์ ในช่วงสายวันพรุ่งนี้
ขณะที่นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการยูเอ็น เปิดเผยว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในรัฐยะไข่ขณะนี้ แสดงให้เห็นว่า กองทัพยังมีอิทธิพลอยู่มากต่อการดำเนินนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐบาลเมียนมาร์ ภายใต้การนำของนางซูจี ซึ่งเขาหวังว่าซูจีจะใช้โอกาสสุดท้ายในวันพรุ่งนี้ แก้วิกฤตดังกล่าวก่อนสายเกินแก้