รองศาสตราจารย์ วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยในรายการเป็นเรื่องเป็นข่าว พีพีทีวี เอชดี 36 ว่า ผลตรวจพิสูจน์สารเคมีหัวเชื้อน้ำมันเครื่อง ทำการวิเคราะห์ 3 ยี่ห้อ โดยใช้เทคนิคที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก 2 เทคนิค คือ อินฟราเรดสเปกโตรสโกปี หรือ IR และเทคนิค นิวเคลียร์ แมกเนติกเรโซแนนซ์ หรือ NMR ซึ่งเป็นเทคนิค และพบว่า หัวเชื้อน้ำมันเครื่องทั้ง 3 ยี่ห้อ มีลักษณะเดียวกัน คือ เป็นคลอริเนเตท พาราฟิน หรือ น้ำมันพาราฟินซึ่งมีอะตอมของคลอรีน
ทั้งนี้ คลอริเนเตท พาราฟิน เป็นสารเคมีเคลือบโลหะ ที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมเครื่องจักร ลดแรงเสียดสี โดยมีจุดเดือดอยู่ระหว่าง 200-500 องศาเซลเซียสเท่านั้น แต่ห้องเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล มีความร้อนสูงถึง 500-1,000 องศาเซลเซียส ดังนั้นหากใช้หัวเชื้อนี้ในช่วงแรก จะเหมือนได้ผลดี เพราะมีความลื่น แต่ถ้าใช้ไปนาน ๆ อาจจะทำให้เครื่องยนต์น็อคหรือพังได้ โดยเฉพาะรถที่ห้องเครื่องยนต์มีความร้อนสูง เพราะอะตอมคลอรีน เมื่อเจอกับความร้อนสูงมาก ๆ จะมีสภาพกลายเป็นกรด ทำให้เครื่องยนต์เสียหายเร็วขึ้น
"สารเคมีที่นำมาใช้มีความลื่น แต่เมื่อถูกนำไปใช้ในเครื่องยนต์บิ๊กไบค์ที่มีความร้อนสูงเกินกว่าสารจะรับได้ ส่งผลให้สารดังกล่าวกลายเป็นสิ่งแปลกปลอม เกิดการสลายตัว เกิดเขม่า จับตัวกันเป็นก้อน แทนที่จะหล่อลื่นกับกลายเป็นการขัดขว้างการหล่อลื่น หากอธิบายให้เข้าใจง่าย คลอริเนเตท พาราฟิน เป็นสารเคมีใช้ภายนอก เหมือนยาหม่องใช้ภายนอก และห้ามกิน แต่เมื่อนำมาใช้ภายในเครื่องยนต์จึงเกิดการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์" รองศาสตราจารย์ วีรชัย กล่าว
นายนนทพันธุ์ สุวรรณรัษฎากร เพื่อนผู้เสียหาย กล่าวว่า เพื่อนซื้อน้ำมันเครื่องยี่ห้อดังกล่าว มาใช้กับรถจักรยานยนต์ขนาด 650 ซีซี ทดลองขับสักระยะหนึ่งก่อนที่จักรยานยนต์จะดับ เมื่อนำเข้าอู่ไปตรวจสอบจากการถ่ายน้ำมันเครื่องพบว่าน้ำมันเครื่องสีดำและมีเศษเหล็กออกมาด้วย ส่งผลให้เครื่องยนต์พังทันที ซึ่งขณะนี้เตรียมเอกสาร เพื่อยื่นฟ้องต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) โดยเตรียมหลักฐานทั้งบิลซื้อและใบซ่อมจักรยานยนต์ประมาณ 35,000 บาท และที่ผ่านมามีการติดต่อแล้ว แต่ถูกปฏิเสธการรับผิดชอบ