องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (World Wide Fund for Nature – WWF) ได้มีการกำหนดวันที่ 22 กันยายนของทุกปี เป็น “วันอนุรักษ์แรดโลก” หรือ “วันแรดโลก” โดยเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2553 เพื่อเป็นการตระหนักถึงการลดจำนวนลงของแรดสายพันธุ์ต่างๆ ที่มีสาเหตุหลักมาจากการลักลอบล่าของมนุษย์ ที่มีความต้องการจะนำนอแรดไปขายในรูปแบบของเครื่องประดับต่างๆ
จากข้อมูลของ WWF เมื่อปี 2016 ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมานั้น “แรด” ทั่วโลก ได้ลดจำนวนลงมากกว่าร้อยละ 95 ทำให้ปัจจุบันเหลือแรดเพียง 5 ชนิดซึ่งทุกชนิด ถูกจัดอยู่ในข่ายใกล้สูญพันธุ์ และประชากรของแรดยังถูกล่าอย่างต่อเนื่อง จึงมีการจัดอันดับแรด 5 สายพันธุ์ที่ควรอนุรักษ์และใกล้สูญพันธุ์ ได้แก่ 1. แรดขาว เป็นแรดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก พบในทวีปแอฟริกา 2. แรดดำ เป็นแรดที่มีความใหญ่รองมาจากแรดขาว พบในทวีปแอฟริกาเช่นกัน 3. แรดอินเดีย พบในภูมิภาคเอเชียใต้ จัดเป็นแรดที่มีเพียงนอเดียว มีลักษณะเด่นคือ ผิวหนังหนาและมีรอยย่นเห็นได้ชัดเจน 4. แรดชวา พบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีลักษณะคล้ายคลึงกับแรดอินเดีย เป็นแรดชนิดที่หายากที่สุดในโลก และได้รับการจัดอันดับว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดที่หายากที่สุดในโลก 5. กระซู่ หรือแรด 2 นอ หรือ แรดสุมาตรา, แรดขน มีลักษณะเด่นที่สุดคือมี 2 นอ นอหน้าใหญ่กว่านอหลัง จัดเป็นสัตว์ตระกูลแรดที่มีขนาดเล็กที่สุด พบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นกัน มีลักษณะเด่นคือ มีขนปกคลุมทั้งลำตัว เป็นแรดที่หายากมากอีกชนิดหนึ่ง
สำหรับแรดเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจากช้าง มีน้ำหนักได้มากถึง 6,000 ปอนด์ มีความสูงมากถึง 6 ฟุต ส่วนถิ่นกำเนิดของแรดนั้นไม่ได้ถูกพบเพียงแค่ทวีปแอฟริกา อเมริกาใต้ หรือประเทศอินเดียเท่านั้น แต่ผืนป่าของประเทศไทยเคยเป็นที่อยู่อาศัยของแรดถึง 2 ชนิด คือ “แรดชวา” หรือ “ระมาด” และ “แรดสุมาตรา” หรือ “กระซู่” ที่ปัจจุบันถูกประกาศว่าสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติในประเทศไทยนานนับสิบปีแล้ว แรดมีอิทธิพลที่สำคัญต่อระบบนิเวศน์ โดยการช่วยควบคุมการเติบโตของพืช ดูแลรักษาทุ่งหญ้า ลดโอกาสเกิดไฟไหม้ และทำให้กินอุดมสมบูรณ์
ภาพ AFP / WWF