ทนายความเชื่อนักเรียนโดนจับขัง “เผาทั้งเป็น” เป็นอุบัติเหตุมากกว่าเจตนา

โดย PPTV Online

เผยแพร่

หลังเกิดเหตุเด็กชายวัย 14 ปี ถูกเพื่อนและรุ่นพี่รวม 3 คน ก่อเหตุฉีดยาฆ่าแมลงใส่ตู้เก็บของ ซึ่งจับเด็กคนนี้ขังไว้ จากนั้นจุดไฟแช็ค จนทำให้เกิดไฟลุก จากการสอบถามทราบว่าทั้ง 4 คนเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน ทั้งหมดให้ข้อมูลตรงกันว่าก่อนที่ไฟจะลุกได้มีการหยอกล้อเล่นกันและก่อนหน้านี้เคยฉีดยาฆ่าแมลงใส่กันหลายครั้ง ขณะที่คนจุดไฟแช็คยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาทำร้ายร่างกายเพื่อนแต่เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์

วันนี้ (5 ต.ค.60) “นฤมล โรจนารุณ” ทนายความ เปิดเผยในรายการเป็นเรื่องเป็นข่าวว่า ในแง่ของกฎหมายพื้นฐาน หากอายุต่ำว่า 7 ปี นั้นไม่ต้องรับโทษ แต่หากอายุ 7-14 ปี หากทำความผิดนั้นจะต้องมีการว่ากล่าวตักเตือน หรืออยู่ที่ดุลยพินิจของศาล ในการเรียกมารายงานตัวคุมความประพฤติ ตอนนี้เด็กที่ก่อเหตุอายุ 14 ปีแต่ไม่เกิน 15 ปี ซึ่งตามกฎหมายบอกว่าเด็กที่มีอายุ 14-17 ปี ถ้ามีการดำเนินคดีฟ้องร้อง ดุลยพินิจของศาลก็สามารถลดโทษได้กึ่งหนึ่ง แต่ถ้าเกิน 17 แต่ไม่เกิน 20 ปี ก็จะลดโทษได้หนึ่งในสาม แต่โทษทางอาญาดูที่เจตนา แต่ไม่มีใครรู้หรอกเพราะมันอยู่ในใจ เลยต้องมาดูที่การกระทำ ที่เป็นที่เครื่องชี้เจตนา ซึ่งวันแรกๆมีการกล่าวหาว่า เหตุการณ์นี้เข่าข่ายพยายามฆ่าเลยทีเดียว ส่วนตัวมองว่ามันไกลไปเพราะจากการสอบถามหลายคนที่อยู่ในที่เกิดเหตุก็ทราบว่าในวันเกิดเหตุเด็กๆทั้งสามคนก็ต่างพยายามช่วยเด็กที่บาดเจ็บด้วย


“ต้องมองว่าเหตุการณ์ที่เด็กเล่นโดยการฉีดยาฆ่าแมลงเล่นใส่กันมาแล้ว เขาก็ไม่ได้มีความคิดพยายามฆ่า และเมื่อมีไฟติดก็มีการรีบช่วยเพื่อนออกมา สำหรับเหตุการณ์นี้อาจจะไม่ถึงขั้นพยายามฆ่า แต่ก็มีอาการบาดเจ็บเกิดขึ้น ในโทษทำร้ายร่างกาย ถ้าเป็นลหุโทษก็มีโทษปรับกัน แต่ถ้าทำร้ายร่างกายทั่วไปไม่มีอาการสาหัส มีโทษขั้นต่ำจำคุกไม่เกิน 2 ปี ส่วนหากมีอาการสาหัสต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาลนานเกิน 20 วัน ซึ่งจะส่งผลต่อการรับโทษเพิ่มขึ้น ก็จะเข้าข่ายมาตรา 297 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนแต่ไม่เกิน 10 ปี แต่เด็กอายุประมาณ 14 แต่ไม่เกิน 17 ปีก็จะมีการลดโทษหนึ่งในสาม ซึ่งกรณีนี้มองว่าเป็นอุบัติเหตุมากกว่าเจตนา เมื่อเกิดเหตุเขาหยุดทันที ซึ่งเป็นการกระทำสะท้อนเจตนา”

ทนายความเชื่อว่า เรื่องการเยียวยาเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้คุณแม่ของเด็กออกมาร้องความเป็นธรรม แม้ว่าตอนแรกจะให้ความช่วยเหลือเต็มที่ในการนำส่งโรงพยาบาล หากมีการเยียวยาให้เพียงพอจนทำให้ไม่รู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งก็คิดว่าเรื่องราวคงไม่บานปลายเช่นนี้ แต่ตอนนี้คาดว่าจะมีการทำความเข้าใจการมากยิ่งขึ้น หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ต้องเยียวยาผู้ปกครองและเยียวยาตัวเด็กให้เพียงพอ

ทีมข่าวพีพีทีวีที่ลงพื้นที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 46 จังหวัด ที่เป็นที่เกิดเหตุพบว่ามีจุดที่ให้ข้อมูลไม่ตรงกันอยู่บางจุด โดยจุดที่เหมือนกันคือเด็กที่บาดเจ็บและกลุ่มเพื่อนบอกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการหยอกล้อเล่นกัน โดยจุดที่ไม่เหมือนคือเด็กที่บาดเจ็บบอกว่าร้องขอจะออกมา หยุดและเลิกเล่นได้แล้ว แต่เด็กอีกสามคนบอกว่า เด็กที่บาดเจ็บไม่ยอมออกมา ทั้งที่เพื่อนเรียกว่า จึงต้องมีการขู่ว่าจะฉีดยาฆ่าแมลง และขู่ว่าจะจุดไฟ ซึ่งลักษณะที่เกิดเหตุเป็นตู้ความสูงประมาณ 150 เซนติเมตร เป็นตู้เรียงกันไม่มีการล็อคกุญแจ ทั้ง 4 คนเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน หลังเกิดเหตุเด็กทั้ง 3 คนก็ได้ไปเยี่ยมแล้ว ซึ่งผู้อำนวยการก็ได้นำภาพทั้ง 4 คนถ่ายร่วมกันมาให้ทีมข่าวดูก็พบว่ามีสีหน้ายิ้มแย้ม และ

ทีมข่าวได้พูดคุยกับเด็กวัย 14 ปี ที่ได้รับบาดเจ็บ ว่า หลังจากเลิกเรียน ขณะที่จัดตู้เก็บของก่อนจะไปซักผ้า แต่ของที่จะหยิบอยู่ลึกเลยต้องเข้าไปทั้งตัว จากนั้นเพื่อนก็ปิดตู้ และเอายาฆ่าแมลงมาฉีด ก่อนจะเอาผ้าในตู้มาอุดจมูก และก็ทุบตะโกนบอกว่าหยุดได้แล้ว และก็มีการจุดไฟเข้ามา

ขณะที่ สมเกียรติ สุทธิเจริญพานิชย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 46 จังหวัดชัยนาท บอกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการละเล่นของเด็ก ที่ผ่านมาก็มีการว่ากล่าวตักเตือนกันแล้ว เหตุที่เกิดขึ้นเป็นการหยอกเล่นกัน โดยคนเจ็บเข้าไปนั่งในตู้ และเพื่อนก็ให้ออกเตรียมตัวไปซักผ้า ทานข้าว แต่เด็กคนนั้นก็ไม่ยอมออกมาเพื่อที่จะไปซักผ้าและขอให้เพื่อนไปรับอาหารให้ด้วย เมื่อกลุ่มเพื่อนเห็นว่าเด็กไม่ออกมา แต่ก็หยิบยาฆ่าแมลงมาฉีดเข้าไปและจะเอาไฟแช็คจุด แต่พลาดจึงทำให้เกิดเรื่องขึ้น ก่อนจะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่เพื่อนนักเรียนและนักเรียนที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าให้ฟัง ส่วนเด็กที่บาดเจ็บก็พยายามจะถามเหตุผลของเด็กที่ไม่ยอมออกมา แต่ยังไม่ยอมเล่าอะไรให้ฟัง ซึ่งต่างจากข่าวที่ว่าโดนขังในตอนแรก ส่วนกรณีไฟแช็คเป็นช่วงปิดเทอมก็มีผู้ปกครองเข้าออกบ่อยๆ แต่จำนวนนักเรียนนั้นมีเยอะ อาจจะทำให้ตรวจตราได้ไม่ทั่วถึง
 

ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ ยืนยันว่า สิ่งที่ออกไปเป็นความคลาดเคลื่อนของข่าวสารที่ออกไป และวันนี้หลายหน่วยงานได้เข้าไปตรวจสอบข้อมูลก็ได้ข้อมูลแบบเดียวกันหมด แต่วันแรกที่เด็กเข้าโรงพยาบาลแม่ของเด็กก็บอกว่าไม่ติดใจเอาความ และกำชับให้ไม่ไปดุเด็กทั้งสามคนด้วย แต่ตอนนี้ผู้ปกครองบอกว่าอยากให้เรื่องราวจบแล้ว ก็มีการตกลงกันเรียบร้อยแล้วในเรื่องค่ารักษาพยาบาลและเงินช่วยเหลือเยียวยา



หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ ระบุว่า จะมีการปรับปรุงตามคำแนะนำของ สพฐ. ว่าระบบการเยียวยาดูแลคนเจ็บคนป่วยให้ใกล้ชิดมากกว่านี้เพื่อลดความไม่เข้าใจกันป้องกันเรื่องลุกลาม รวมทั้งการเผชิญหน้ากับอุบัติเหตุต่างๆ ส่วนเด็กทั้ง 3 คนนั้น นอกจากให้ผู้ปกครองรับผิดชอบค่าเสียหาย โรงเรียนก็เรียกเด็กทั้งสามคนมาว่ากล่าวตักเตือน และไม่ให้กลับบ้านให้ช่วยงานพัฒนาโรงเรียนเป็นการชดเชย พร้อมทั้งกำชับว่าหากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นก็ต้องส่งตัวไปที่โรงพยาบาลอื่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุที่เล่นกันแล้วเกินเลย ทุกวันนี้เด็กทั้งสามคนก็ยังมาเยี่ยมและหยอกล้อกันอยู่

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ