การสั่งให้พลเมืองอพยพออกจากเลบานอนโดยทางการซาอุดีอาระเบีย วันนี้ เป็นสัญญาณล่าสุด ที่สะท้อนถึงการเผชิญหน้าครั้งล่าสุดที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นระหว่างสองคู่อริในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่าง ซาอุดีอาระเบีย และอิหร่าน ที่แข่งขันกันขยายอิทธิพลและทำสงครามตัวแทนในหลายประเทศมายาวนาน ชนวนเหตุของการเผชิญหน้าครั้งล่าสุดนี้ มาจากการที่มีขีปนาวุธถูกยิงจากประเทศเยเมนข้ามพรมแดนมายังกรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งกองทัพซาอุฯ สามารถสกัดไว้ได้ โดย ซาอุฯ ก็อ้างว่ากลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนว่าเป็นผู้ยิงขีปนาวุธดังกล่าว พร้อมกับกล่าวหาอิหร่านด้วยว่า “กำลังทำการรุกรานทางทหารโดยตรง” ด้วยสนับสนุนขีปนาวุธให้กับกลุ่มกบฏฮูตี ซึ่งทางรัฐบาลกรุงเตหะรานก็ได้ปฏิเสธ และบอกว่าเป็น “ข้อกล่าวหาที่อันตราย” ในเยเมน กองกำลังพันธมิตรนำโดยซาอุฯ ได้เข้าไปสนับสนุนการปราบปรามกลุ่มกบฏฮูตี กลุ่มติดอาวุธนิกายชีอะห์ ที่ยึดครองกรุงซานาและพื้นที่ทางเหนือของประเทศมาตั้งแต่ปี 2014 โดยมีอิหร่านหนุนหลัง
ล่าสุด เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซาอุฯ ได้ดำเนินมาตรการตอบโต้ด้วยการปิดพรมแดนกับเยเมนทุกด้าน ทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ เพื่อขัดขวางการส่งอาวุธให้กลุ่มฮูตีจากอิหร่าน จนทำให้สหประชาชาติต้องออกมาเรียกร้องให้ซาอุฯ เปิดทางสำหรับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ไม่เช่นนั้นจะทำให้ชาวเยเมนกว่า 7 ล้านคน ที่มีชีวิตอยู่ได้โดยพึ่งพาความช่วยเหลือดังกล่าว ได้รับผลกระทบร้ายแรง
ส่วนที่เลบานอน นายซาอัด อัล-ฮาริรี นายกรัฐมนตรีเลบานอน ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับซาอุฯ ได้ประกาศลาออกกะทันหัน ระหว่างเยือนกรุงริยาด เมืองหลวงซาอุฯ โดยอ้างว่า กลัวถูกลอบสังหาร พร้อมกล่าวหาอิหร่าน และกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองและกลุ่มติดอาวุธมุสลิมชีอะห์ฝักฝ่ายอิหร่านในเลบานอนว่า “ต้องการทำลายโลกอาหรับ” ทั้งนี้ ทางการเลบานอนเชื่อว่า นายอัล-ฮาริรี ถูกกดดันให้ลาออกโดยซาอุฯ ขณะที่มีรายงานข่าวด้วยว่า นายกฯ เลบานอนถูกกักบริเวณอยู่
ขณะเดียวกันฝ่ายซาอุดีอาระเบีย ก็ได้ออกมาประณามกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ กล่าวหาเลบานอนว่ากำลังประกาศสงครามกับซาอุดีอาระเบีย ก่อนที่จะประกาศคำสั่งให้ พลเมืองของตนงดเดินทางไปเลบานอน และสั่งผู้ที่พำนักอยู่ในเลบานอนออกจากประเทศโดยเร็วที่สุด