ด่านพรมแดนไทย-ลาว ช่วงระหว่างเวียงจันทร์กับจังหวัดหนองคาย คือ เส้นทางประจำที่ผู้ต้องหาแอบลักลอบขนเงินสกุลต่างชาติ เข้ามาแลกเป็นเงินไทย เฉพาะรอบเดือนนี้มีประวัติเข้าออกมากกว่า 7 ครั้ง แต่ละครั้ง ใช้เวลาไม่นาน ข้อมูลจากศุลกากรบอกว่าเมื่อข้ามมาถึงฝั่งไทยแล้ว ผู้ต้องหาได้นำเงินไปแลกที่ธนาคารกรุงไทยสาขาหนองคายทันที แต่น่าสนใจว่า ผู้ต้องหาเดินทางเข้ามาเวลาประมาณ 11.00 น. และถูกจับช่วงเวลาประมาณ 13.00 น. นั่นหมายความว่าผู้ต้องหาใช้เวลาทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงิน 98 ล้านบาทกับธนาคารที่ฝั่งไทยเพียงแค่ประมาณ 2 ชั่วโมงเท่านั้น
ขณะเดียวกัน ผู้ต้องหารับสารภาพว่า เมื่อรับเงินแล้ว ได้ซุกซ่อนเงินตามจุดต่างๆของตัวรถบริเวณลานจอดด้านหลังธนาคาร แม้ธนาคารจะปฏิเสธให้ข้อมูล และไม่อนุญาตให้เข้าถ่ายทำสถานที่ แต่จากการสังเกต ทีมข่าวพบว่าบริเวณลานจอด มีกล้องวงจรปิดเพียงตัวเดียว แต่ส่องมาไม่ถึงโรงจอดรถด้านในที่อยู่ใกล้กับประตูหลังของธนาคาร และเป็นจุดที่ลับตาคน ด้วยจำนวนเงินถึง 98 ล้านบาท และใช้เวลาเฉลี่ยเพียง 2 ชั่วโมง เข้าออกผ่านแดน ศุลกากรหนองคายตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ต้องหาอาจประสานงานกับทางธนาคารให้เตรียมเงินไว้ล่วงหน้า คำถามสำคัญคือ ธนาคารรู้ที่มาของเงินที่นำมาแลกหรือไม่
แม้พฤติการณ์หลายอย่าง เช่น การปิดบังอำพรางเจ้าหน้าที่ ที่มาของเงินไม่แน่ชัด และผู้ต้องหายอมระงับคดีทิ้งเงินทั้งหมดให้ตกเป็นของแผ่นดินไทย จะเป็นเหตุให้เชื่อได้ว่า พฤติกรรมของชาวลาวกลุ่มนี้เข้าข่ายการฟอกเงินหรือไม่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ระบุว่า อยู่ในข่ายที่ต้องตรวจสอบ
ขณะที่นายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทยตั้งข้อสังเกตว่า ปกติแล้วธนาคารจะไม่เก็บเงินสดไว้ปริมาณมากเช่นนี้ จึงเชื่อได้ว่าผู้ต้องหาอาจประสานงานกับธนาคารไว้ก่อน แต่ทุกธนาคารจะมีมาตรการตรวจสอบลูกค้าและที่มาของเงินเพื่อป้องกันการฟอกเงินอยู่แล้ว ซึ่งผู้ต้องหารายนี้มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนเงิน นี่อาจเป็นจุดที่ธนาคารอนุญาติให้แลกเงินได้ ล่าสุดศุลกากรจังหวัดหนองคาย อยู่ระหว่างทำหนังสือ สอบถามข้อเท็จจริงกับธนาคาร
พฤกษา สุนทรกุล ถ่ายมาพ
ปรารถนา พรมพิทักษ์ รายงาน