12 ข่าวเด่นตลอดปี 2560 “ตูน – ประวิตร” ข่าวใหญ่ทิ้งท้ายปลายปี

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ตลอดปีพุทธศักราช 2560 ที่ผ่านมา มีหลายเรื่องราวเกิดขึ้นในสังคมไทย อาจมีหลายเรื่องที่ดีต่อใจคนไทยทั้งชาติ และเรื่องของการเรียกร้องความเป็นธรรม การช่วยเหลือซึ่งกันและกันในสังคม รวมถึงประเด็นดราม่าบนโลกออนไลน์ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแต่ผลกระทบที่ตามมากลับติดตัวอย่างยาวนาน และเรื่องเอเลี่ยนส์สปีชี่ สัตว์รุกรานต่างถิ่น ที่จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของไทย ส่วนเรื่องส่งท้ายปี หนีไม่พ้นการตรวจสอบ ที่มาของนาฬิกาหรูบนข้อมือของรองนายกรัฐมนตรีไทย วันนี้นิวมีเดียพีพีทีวี รวบรวมทั้งหมดมาให้อ่านกันอีกครั้ง

#น้ำตาลทําดีที่สุดแล้ว ประทับใจคนไทย “ชลิตา” เข้ารอบ 6 คนมิสยูนิเวิร์ส

เริ่มจากข่าวแรกที่ได้รับความสนใจจากผู้อ่านมากที่สุด ในเดือนมกราคม เป็นเรื่องของ น้ำตาล ชลิตา ส่วนเสน่ห์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2016 ตัวแทนสาวไทยเข้าประกวดนางงามบนเวทีใหญ่ที่สุดของโลก มิสยูนิเวิร์ส 2016 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ รอบสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา โดยสาวน้ำตาลสามารถผ่านเข้ารอบ 6 คนสุดท้าย ด้วยไหวพริบ และความสวยของเธอ หลังจากผ่านเข้ารอบ 6 คนสุดท้าย ก็มาถึงรอบตอบคำถามที่จะสะท้อนให้เห็นถึงความคิด และไหวพริบของสาวงามที่ผ่านเข้ารอบ โดยสาวงามของไทยได้คำถามว่า “ผู้นำระดับโลกที่คุณชื่นชอบที่สุดคือใคร” โดยสาวน้ำตาลตอบว่า “ผู้นำระดับโลกที่ตัวเองชื่นชอบและเคารพที่สุด คือ ในหลวง ร.9 ของชาวไทยเรา เพราะที่ผ่านมาพวกเราได้เห็นพระองค์ทรงทำงานหนักมาตลอด และพระองค์ก็คือพ่อของพวกเราทุกคนชาวไทย”

เมื่อน้ำตาล เดินกลับถึงประเทศไทยที่สนามบินสุวรรณภูมิ มีครอบครัว รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ และนายกเหล่ากาชาดสมุทรปราการ พร้อมด้วยบรรดาแฟนคลับ รอต้อนรับแน่นสนามบิน โดย น้ำตาล ชลิตา กล่าวว่า รู้สึกตื่นตันใจและขอขอบคุณแฟนๆชาวไทยที่เดินทางมาต้อนรับจนแน่นสนามบิน และรู้สึกดีใจมากๆที่ได้สวมสายสะพายเป็นตัวแทนประเทศไทยไปสร้างชื่อเสียงในเวทีมิสยูนิเวิร์ส 2016 ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ร่วมแสดงความยินดีกับชลิตา ส่วนเสน่ห์ ที่สามารถเข้าถึงรอบ 6 คนสุดท้ายในการประกวดนางงามจักรวาล ครั้งที่ 65 ส่วนชาวเน็ตก็พร้อมใจกันติดแฮ็ชแท็ก #น้ำตาลทําดีที่สุดแล้ว สำหรับเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องดีต่อใจชาวไทยทั้งชาติต้อนรับเดือนแรกของปีด้วยความสุขอย่างแท้จริง

(อ่านข่าว >> “น้ำตาล ชลิตา” เดินทางถึงไทย พร้อมขอบคุณแม่ และแฟนคลับทั้งน้ำตา)

“ดีเอสไอ” ล้อมวัดพระธรรมกาย แต่ไร้เงา “พระธัมมชโย”

เรื่องที่สอง เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากผู้อ่านมากที่สุด ในเดือนกุมภาพันธ์ เป็นเรื่องใหญ่ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนทั้งประเทศ เมื่อคสช.ประกาศใช้ ม.44 ออกคำสั่งให้วัดพระธรรมกาย เป็นพื้นที่ควบคุมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย จากนั้นเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ นำกำลังเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกาย เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ เพื่อจับกุมพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัด ผู้ต้องหาในคดีรับของโจร และสมคบกันฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น พร้อมแจ้งความดำเนินคดีกับองค์กรและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายมากกว่า 300 คดี

แต่การเข้าไปตรวจค้นของเจ้าหน้าที่เป็นไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากบรรดาลูกศิษย์วัด ต่างพากันเดินทางมาปฎิบัติธรรม นั่งสมาธิขวางทางเจ้าหน้าที่ ไม่ให้เข้าไปภายในวัด โดยพ.ต.อ.ไพสิฐ วงษ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พร้อมทหาร ตำรวจ แถลงมติที่ประชุม โดยเห็นพ้องให้ดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับวัดพระธรรมกาย ซึ่งกำชับว่าจะห้ามผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น พระภิกษุสงฆ์และกลุ่มลูกศิษย์ที่มาจากวัดอื่น รวมทั้งประชาชนที่อ้างว่ามาสวดมนต์ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับทางวัดพระธรรมกาย ให้ออกจากพื้นที่ควบคุมทั้งหมดเพื่อให้ง่ายต่อปฏิบัติการในการตรวจค้นครั้งต่อไป นอกจากนี้ยังเตรียมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างต่างๆ บริเวณรอบวัด โดยเฉพาะประตู 5 และ 6 ตลอดจนสิ่งกีดขวางต่างๆ ออกทั้งหมดภายในวันนี้เช่นกัน จากนั้นเจ้าหน้าที่บุกค้นทุกจุดที่มีความสำคัญ เพราะทุกสถานที่ล้วนเป็นสถานที่เป้าหมายของเจ้าหน้าที่

ไม่ว่าจะเป็น 2,000 ไร่ กับ 196 ไร่ ล้วนเป็นยุทธวิธีของเจ้าหน้าที่ ที่แน่นอนว่ามีเป้าหมายอย่างแน่นอน สำหรับการตรวจค้นในครั้งนี้ทางวัดพระธรรมกายอนุญาตให้สื่อมวลชนเข้ามาร่วมสัวเกตุการณ์ด้วย โดยทางพระสงฆ์และศิษยานุศิษย์ของวัดพระธรรมกาย ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และบ่งชี้ขัดว่า สถานที่เป้าหมายทุกจุด "ไม่พบตัวพระธัมมชโย" ส่วนเรื่องห้องรักษาตัวของพระธัมมชโย พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกาย ชี้แจงเรื่องภาพห้องรักษาอาการอาพาธของพระธัมมชโยที่อาคารดาวดึงส์ ยอมรับว่า เป็นภาพห้องนั้นจริง และอ้างว่า การวางหมอน ไว้บนเตียง มีผ้าคลุม ไม่ใช่การจัดฉากของวัด

จากนั้นตลอดทั้งเดือนกุมภาพันธ์ ยังมีเหตุการณ์ปะทะคารมกันอีกหลายครั้ง ระหว่างเจ้าหน้าที่ตัวจ กับพระสงฆ์และลูกศิษย์วัด กันอีกหลายจุดทั่วพื้นที่วัดพระธรรมกาย ก่อนที่จะมีการเปิดโต๊ะเจรจากันของทั้งสองฝ่ายแต่การเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่ดีเอสไอกับพระสงฆ์ วัดพระธรรมกายล้มเหลว โดยพระทัตตชีโว ที่ทำหน้าที่ดูแลวัดพระธรรมกายให้เหตุผลว่าลูกศิษย์วัดไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นในพื้นที่ 196 ไร่อีกครั้ง ขณะที่รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุว่า การเจรจาได้จบลงแล้ว หลังจากนี้จะปฏิบัติการเต็มรูปแบบกับวัดพระธรรมกายจากเบาไปหาหนัก แต่แล้วการค้นหาก็สิ้นสุดลงเมื่อภายในวัดพระธรรมกายไร้เงาพระธัมมชโย โดยพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เชื่อว่าพระธัมชโย อาจหลบหนีช่วงที่มีการทุบกำแพงเมื่อวันที่ 16-18 กุมภาพันธ์ พร้อมส่งชุดไล่ล่าหลังการข่าวพบหลบไปอยู่กับเครือข่ายวัดพระธรรมกายนอกพื้นที่ควบคุม ต่อมากลางเดือนมีนาคมาลจังหวัดธัญบุรี ออกหมายจับพระธัมมชโย เพิ่มเติม ฐานขัดคำสั่งไม่เข้ารายงานตัวตามหมายเรียกของ คสช. แม้จะมีข่าวหลุดมาว่า พระธัมมชโย หนีไปกบดานแถวยุโรป ซึ่งเรื่องนี้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงยังไม่พบข้อมูลอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย หนีไปกบดานในประเทศแถบยุโรป โดยอาศัยช่องทางผ่านชายแดนในการหลบหนี  (อ่านข่าว >> “อัยย์ เพชรทอง” เผย พระธัมมชโย มีคุณวิเศษซ่อนตัวจากดีเอสไอ)

หนุ่มเจ้าของรถฟอร์ด งัดพลั่วทุบ “เฟียสต้า” ประท้วงพังบ่อยซ่อมไม่หาย

เรื่องที่สาม เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากผู้อ่านมากที่สุด ในเดือนมีนาคม เมื่อนายอรรถพล เปียวะชา อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน เจ้าของรถยนต์รุ่นฟอร์ดเฟียสต้า ที่ซื้อมา 3 ปีกว่า และประสบปัญหาเกียร์ไหม้ตั้งแต่ใช้งานเพียงไม่กี่สัปดาห์ เมื่อนำรถไปแก้ไขแล้วกลับพบปัญหาใหม่คือ เกียร์กระตุก และคลัทช์พัง ซึ่งตลอดเวลาที่มีรถและพบปัญหาได้ติดต่อร้องขอความช่วยเหลือจากทั้งบริษัท ฟอร์ดฯ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) รวม 7-8 ครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา นายอรรถพล จึงนำรถของตนเองที่เต็มไปด้วยสติกเกอร์ประท้วงมาทุบด้วยพลั้ว บริเวณหน้าบริษัทฟอร์ด โดยเจ้าตัวเผยว่า เหตุผลที่ทุบรถเพื่อสะท้อนปัญหาเกี่ยวกับรถยนต์ฟอร์ดที่ตนได้ประสบมา เพราะจุดประสงค์ที่ซื้อรถยนต์ก็เพื่อใช้เป็นรถครอบครัว แต่สิ่งที่เผชิญคือการซ่อมและปัญหา แบบนี้ซื้อจักรยานปั่นดีกว่า ดังนั้นสิ่งที่ต้องการจากการเรียกร้องคือ การให้บริษัท ฟอร์ดฯ รับซื้อรถคืน โดยหวังเพียงปิดยอดไฟแนนซ์ที่เหลือให้เท่านั้น ส่วนตัวรถยนต์เอาคืนไป

(อ่านข่าว >> หนุ่มออฟฟิศทุบรถเย้ยฟอร์ด ร้องรัฐไม่แลเหลียว)

แม่น้องไทเกอร์ เคลียร์ดราม่า กรณีโพสต์ภาพทำงานหนัก

เรื่องที่สี่ เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากผู้อ่านมากที่สุด ในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นประเด็นดราม่าของ แม่น้องไทเกอร์ และน้องไทเกอร์ นายธนกร พิศนุภูมิ อดีตดาราเด็ก โดยเรื่องราวเริ่มต้นจากมีการเปิดเผยว่า น้องไทเกอร์ ต้องทำงานพิเศษเพื่อหาเงินไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และต้องเก็บเงินส่วนหนึ่งไว้เป็นค่าเทอมในการเรียนระดับมหาวิทยาลัย หลังสอบติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนมีประชาชนเข้ามาให้ความช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก จากนั้นชาวเน็ตกลับพากันวิพากษ์วิจารณ์เรื่องดังกล่าวอย่างหนัก โดยมีการตรวจสอบถึงเรื่องการหาทุนเรียนหนังสือ และการโพสต์ภาพพร้อมข้อความบนอินสตราแกรมว่าเหมือนเป็นการสร้างภาพให้คนสงสาร รวมถึงเงินบริจาคที่เคยได้ไปก่อนหน้านี้จำนวนมากหายไปไหน

โดยแม่ของน้องไทยเกอร์ บอกว่า เงินที่ได้รับมาเมื่อปี 2554 ช่วงเวลา 6 ปี วงเงิน 1.05 ล้านบาท ได้ใช้เงินอย่างคุ้มค่าและทุ่มเทกับการศึกษาของลูกมาตลอด และยืนยันว่าไม่เคยเกาะลูกกิน เพราะมีรายได้แต่ละเดือน สำหรับการโพสต์ผ่านอินสตาแกรม น้องไทเกอร์ยอมรับว่าเป็นการโพสต์ขึ้นมาเอง ส่วนภาพที่ถูกถ่ายแม่เป็นคนถ่ายภาพให้ ซึ่งไทเกอร์ต้องการถ่ายทอดหลังจากการทำงาน เพราะแต่ละครั้งก็ทำงานจนเหนื่อยล้า พร้อมยืนยันว่าการออกมาโพสต์ภาพความลำบากไม่ได้ตั้งใจออกมาสร้างภาพตามกระแสที่ถูกโลกออนไลน์โจมตี (อ่านข่าว >> แม่ไทเกอร์ ยัน ดราม่า! เกิดจากคนอิจฉา ชี้จุดเริ่มต้นเรื่องเก็บค่าเทอม)

สคบ.สั่งระงับขายกระทะ “โคเรียคิง” ตรวจสอบสเป็คไม่ตรงโฆษณา

เรื่องที่ห้า เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากผู้อ่านมากที่สุด ในเดือนพฤษภาคม นั่นคือการตรวจสอบกระทะยี่ห้อดังอย่าง โคเรียคิง ที่เกิดข้อถกเถียงกันและความสงสัยต่อสรรพคุณของกระทะดังกล่าว โดยรศ.วีรชัย พุทธวงศ์ ภาควิชาเคมี ม.เกษตรศาสตร์ แถลงวิธีการตรวจสอบกระทะโคเรียคิง และกระทะยี่ห้ออื่นๆ อีก 4 ยี่ห้อ ตามที่ได้รับการประสานมาจาก สคบ. โดยเน้นไปที่การตรวจสอบหาวัสดุที่ใช้ผลิตกระทะ ว่าเป็นไปตามที่โฆษณาไว้หรือไม่ โดยเบื้องต้น พบว่า ตัวกระทะทำจากอลูมิเนียม เคลือบโพลิเมอร์ ในลักษณะเดียวกับกระทะเทฟล่อน สำหรับผลการทดสอบ 3 ส่วน ได้แก่ วัสดุที่ใช้  พื้นผิว และจำนวนชั้นที่โฆษณาไว้ว่ามีทั้งหมด  8 ชั้น พบว่า ตัวกระทะทำมาจากอะลูมิเนียม เคลือบด้วย พอลิเมอร์ หรือ เทฟล่อน ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรมทั่วไป แต่ยังไม่ระบุว่าเป็นชนิดเดียวกับที่กระทะยี่ห้ออื่นใช้หรือไม่ ที่สำคัญยังตรวจสอบพบว่าชั้นผิวกระทะไม่ได้มี 8 ชั้น ตามที่โฆษณา แต่ระบุไม่ได้ว่า มีมากกว่าหรือน้อยกว่า 8 ชั้น และที่สำคัญยังไม่พบสารกลุ่มซิลิคอนออกไซด์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของหินอ่อนในกระทะ จากนั้นพบว่าการตรวจสอบกระทะโคเรียคิง ผลปรากฎออกมาว่าส่วนประกอบในตัวกระทะ ไม่ได้เคลือบ 8 ชั้น ตามโฆษณา รวมถึงราคาและโปรโมชั่น ถือว่าไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. จึงสั่งระงับการโฆษณาทุกช่องทาง (อ่านข่าว >> ผลตรวจกระทะ "Korea King” ไม่พบ “หินอ่อน” ตามโฆษณา)

สะเทือนขวัญ! 3สาว แค้นเพื่อนก่อนลวงไปฆ่าหั่นศพฝังดิน

เรื่องที่หก เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากผู้อ่านมากที่สุด ในเดือนมิถุนายน เป็นคดีฆ่ากรรมสุดโหดที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจพบชิ้นส่วนหญิงสาวถูกหั่นเป็นสองท่อน บรรจุในถังพลาสติกสีดำ และห่อด้วยด้วยถุงดำอีกชั้นหนึ่ง ถูกนำมาฝังไว้ใต้ดินในอำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น ก่อนจะทราบในภายหลังว่าร่างดังกล่าวคือ นางสาววริศรา กลิ่นจุ้ย หรือ “น้องแอ๋ม” จากนั้นเจ้าหน้าที่ตรวจใช้เวลาเพียง 4 วัน สามารถจับกุมหนึ่งในผู้ต้องหาคือนายวศิน นามพรม ถูกจับกุมได้ที่นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ทำให้การติดตามจับกุมคนร้ายที่เหลืออยู่ทำได้ง่ายยิ่งขึ้น จากการสืบสวนสอบสวนอย่างเข้มข้นเจ้าหน้าที่จึงทราบตัวผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นหญิงสาวอีก 3 คนที่หนีไปกบดานอยู่ประเทศเมียนมาร์

ต่อมาไม่นาน คืนวันที่ 3 มิถุนายน ผู้ต้องหาทั้ง3คน ประกอบด้วย นางสาวปรียานุช โนนวังชัย หรือ เปรี้ยว ,น.ส.กวิตา ราชดา หรือเอิร์น และ น.ส.อภิวันท์ สัตยบัณฑิต หรือแจ้ อดทนความกดดันและความลำบากไม่ไหวตัดสินใจเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยทั้ง 3 คนให้การรับสารภาพก่อนนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพและฝากขังที่ศาลจังหวัดขอนแก่น ซึ่งพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า การลงมือสังหารครั้งนี้เกิดจากความแค้นส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ส่วนความเคลื่อนไหวล่าสุดของคดีดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ศาลจังหวัดขอนแก่น นัดสอบคำให้การครั้งแรก โดยใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง ซึ่งผู้ต้องหาทั้ง 3 คน กลับคำให้การ ปฎิเสธไม่ได้ฆ่าหั่นศพ “แอ๋ม” ขณะที่อัยการคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหาทั้งหมด (อ่านข่าว >> จับแล้ว! “เปรี้ยว-เอิร์น-แจ้” มือฆ่าหั่นศพ “น้องแอ๋ม”)

กทม. บุกทำความสะอาดบ้านลุงเลี้ยงนกพิราบ หลังส่งกลิ่นเหม็นทั่วบริเวณ

เรื่องที่เจ็ด เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากผู้อ่านมากที่สุด ในเดือนกรกฎาคม หลายคนอ่านข่าวนี้แล้วคงขนลุกไปตามๆกัน เมื่อเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร เขตห้วยขวาง เข้าพูดคุยกับ นายวีระศักดิ์ สุนทรจามร ชายเก็บของเก่าที่เลี้ยงนกพิราบเป็นจำนวนมาก เพื่อขอเข้าทำความสะอาดพื้นที่รอบบ้าน บริเวณซอยอุดมสุข หลังมีชาวบ้านร้องเรียนเรื่องกลิ่นเหม็น และความสะอาด หลังเจรจาเสร็จเจ้าหน้าที่ กรุงเทพมหานคร มากกว่า 20 คน ระดมกำลังพร้อมรถเก็บขยะ 1 คัน  เข้าทำความสะอาด เก็บขยะ สิ่งของเครื่องใช้ที่ไม่สามารถใช้งานได้ออกจากบ้าน

โดยการทำความสะอาดครั้งนี้ นายวีระศักดิ์ ยินยอมให้เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครเข้าทำความสะอาดบ้านและจัดระเบียบเฉพาะบริเวณหน้าบ้านส่วนภายในตัวบ้านไม่อนุญาต และหลังจากนี้ตนก็ยืนยันที่จะเลี้ยงนกพิราบต่อไป เนื่องจากมีความฝังใจในวัยเด็กที่เห็นนกพิราบถูกเหล็กทับและเสียชีวิตจึงสงสาร ปัจจุบันตนเลี้ยงนกพิราบเป็นพันตัว

แต่เรื่องนี้เพื่อนบ้านคงไม่สนุกด้วย เมื่อการเลี้ยงนกพิราบจำนวนมากของนายวีระศักดิ์ สร้างความสกปรกและส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ นอกจากนี้ยังมีแมลงสาบในพื้นที่อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งเพื่อนบ้านเคยฟ้องร้องเมื่อปี 2545 โดยยอมเสียค่าปรับ 1,000 บาท และครั้งนี้ก็ถูกฟ้องร้องอีกและก็ยอมเสียค่าปรับเช่นเดิม แต่เรื่องไม่จบจนนำมาสู่การที่เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครเข้าจัดระเบียบและทำความสะอาดในครั้งนี้ (อ่านข่าว >> กทม.ล้างบ้านเลี้ยงนกพิราบเจอแมลงสาบไต่ยั้วเยี้ย)

2นักศึกษาไทย ตกเหวคิงส์ แคนยอน จนท.ใช้เวลาร่วมเดือนกู้ร่าง

เรื่องที่แปด เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากผู้อ่านมากที่สุด ในเดือนสิงหาคม เป็นกรณีของสองนักศึกษาไทย นายภคพล ชัยรัตนทรงพร หรือกอล์ฟ และนางสาวทิวาดี แสงสุริยฤทธิ์ หรือมิน ที่เคราะห์ร้าย ประสบอุบัติเหตุขับรถยนต์ตกลงไปในแม่น้ำคิงส์ ในอุทยานแห่งชาติคิงส์ แคนยอน มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา จนทำให้ทั้งคู่เสียชีวิต ช่วงต้นเดือนสิงหาคม แต่เวลาผ่านมาเกือบ 1 เดือน เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังไม่สามารถลงไปกู้ร่างทั้งสองคนขึ้นมาจากแม่น้ำได้ เนื่องจากเหวดังกล่าวมีความสูง และมีลมช่องภูเขาพัดอยู่ตลอด รวมถึงน้ำในแม่น้ำมีความเย็นจัด เจ้าหน้าที่จึงต้องวางแผนอย่างรัดกุม เนื่องจากการส่งนักปีนเขาลงไป หรือโรยตัวลงจากเฮลิคอปเตอร์ มีความเสี่ยงต่อเจ้าหน้าที่ และการลงไปกู้ซากรถในน้ำเจ้าหน้าที่ก็สามารถอยู่ในน้ำได้เพียงไม่นาน เนื่องจากน้ำเย็นตัดอาจทำให้เจ้าหน้าที่เกิดอาการช็อค

กระทั่งวันที่ 1 กันยายน เจ้าหน้าที่กู้ภัยสหรัฐฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการระดมกำลังในการลงไปกู้ร่างของนักศึกษาไทย รวมกว่า 55 คน โดยได้ส่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยลงไปที่จุดเกิดเหตุทางเฮลิคอปเตอร์ และการโรยตัวจากหน้าผาเพื่อลงไปกู้ร่างนักศึกษาที่ติดอยู่ในรถ กลางแม่น้ำ โดยใช้อุปกรณ์ลาก grasp hoise ร่วมกับลวดสลิงยาว 100 ฟุต เพื่อเกี่ยวยึดรถยนต์และลากขึ้นมาบริเวณด้านข้างของฝั่งแม่น้ำและเก็บกู้ร่างนักศึกษาทั้งสองคนได้สำเร็จ ซึ่งเปิดเผยผลชันสูตรศพในเวลาต่อมา ระบุว่า นายภคพล หรือกอล์ฟ วัย 28 ปี ซึ่งเป็นคนขับรถ เสียชีวิตจากสาเหตุหลักคือได้รับบาดเจ็บบริเวณทรวงอก โดยถูกกระแทกจากวัตถุไม่มีคม ส่วนสาเหตุรองคือจมน้ำเสียชีวิต ด้านนางสาวทิวาดี หรือมิน วัย 24 ปี เสียชีวิตจากการจมน้ำ (อ่านข่าว >> สหรัฐฯ เผยผลชันสูตรศพ 2 นักศึกษาไทยขับรถตกเหว)

แม่น้องปืน เศร้าลูกชายด่ากราดตำรวจ ก่อนถ่มน้ำลายใส่ วอนสังคมให้อภัย

เรื่องที่เก้า เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากผู้อ่านมากที่สุด ในเดือนกันยายน เป็นเรื่องของหนุ่มเลือดร้อน น้องปืน วัย 19 ปี ที่โด่งดังบนโลกออนไลน์จากคลิปด่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ และท้าทายให้เจ้าหน้าที่ถอดเครื่องแบบ มาต่อยกับตนเอง จากการกระทำดังกล่าวทำให้สังคมแสดงความไม่พอใจกับ น้องปืน เป็นอย่างมาก แม้เจ้าตัวจะออกมายอมรับผิดทุกประการ โดยในทางกฎหมายศาลตัดสินจำคุก น้องปืน และสราวรรณ หว่างตาล ผู้เป็นแม่ เป็นเวลา 1 เดือน โดยให้รอลงอาญาไว้ 1 ปี แต่คำพิพากษาจากสังคมในโลกออนไลน์ ทำให้ครอบครัวนี้ยังไม่สามารถทำมาหากินได้ตามปกติ และที่สำคัญผู้เป็นแม่ กำลังเกิดความกังวลอย่างมากต่ออนาคตของลูกชาย โดยเฉพาะเรื่องการใช้ชีวิตและหน้าที่การงานเมื่อเติบโตขึ้น เพราะมีคนมาแสดงความเห็นเชิงต่อว่าในโลกออนไลน์จำนวนมาก พร้อมยืนยัน เหตุการณ์ที่ปรากฎในคลิป เป็นเพียงแค่แง่มุมเดียวของชีวิต จึงอยากขอโอกาสกับสังคม (อ่านข่าว >> มรสุมชีวิตแม่ลูกด่าตำรวจ “ขายของไม่ได้” วอนสังคมให้อภัย)

ฝนตกหนักในรอบ 30 ปี น้ำท่วมกรุง “ผู้ว่า กทม.” ระบุโทษผมคนเดียว

เรื่องที่สิบ เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากผู้อ่านมากที่สุด ในเดือนตุลาคม ต้องบอกว่าเดือน 10 น้ำนองเต็มกรุงเทพมหานครจริงๆ หลังมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม โดยช่วงเช้าของวันที่ 14 ตุลาคม พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ย่านถนนวิภาวดีรังสิต ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวพีพีทีวี ว่า “เมื่อคืนฝนตกมากในรอบ 30 ปี ครั้งสุดท้ายที่ตกเกิน 200 มิลลิเมตร คือปี พ.ศ.2529 มีปริมาณน้ำฝนประมาณ 270 มิลลิเมตร จากนั้นไม่เคยตกเกิน 200 มิลลิเมตรเลย มีเมื่อคืนที่ผ่านมานั้นตกเกิน 200 มิลลิเมตร เราก็พยายามเร่งระบายน้ำ ตอนนี้สถานการณ์ในหลายพื้นที่ก็ดีขึ้น ส่วนพื้นที่ที่เหลือเราต้องเร่งระบายออกให้เร็วที่สุด”

แต่สิ่งที่ได้รับความสนใจมากกว่าเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงที่กำลังจะคลี่คลายลงในช่วงเย็นวันเดียวกัน ก็คือคำพูดของ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ฝากถึงประชาชนว่า “ผมต้องขออภัยพี่น้องประชาชนที่ใช้เส้นทางนี้ เพราะบางคนใช้เส้นทางนี้เป็นเส้นทางประจำไม่รู้จะหลีกเลี่ยงยังไง ผมขออภัยที่ทำให้น้ำออกไปจากผิวจราจรได้ช้ากว่าปกติ ผมก็พยายามจะทำที่ดีที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้โทษใคร ฝนตกเยอะเป็นหน้าที่ที่เราต้องทำ ให้โทษที่ผม ที่ระบายน้ำออกได้ช้า ผมไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ” (อ่านข่าว >> “อัศวิน” ยอมรับผิด “น้ำท่วมกรุงฯ” โทษผมคนเดียว)

ระบบนิเวศสะเทือน!  “หนอนแบนนิวกินี” ระบาดไล่กินหอยทากพื้นเมืองเรียบ

เรื่องที่สิบเอ็ด เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากผู้อ่านมากที่สุด ในเดือนพฤศจิกายน เป็นเรื่องของสัตว์รุกรานต่างถิ่น ที่อาจสะเทือนระบบนิเวศของประเทศไทย เมื่อนายมงคล อันทะชัย เจ้าของบ้านหลังหนึ่งใน อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี พบ “หนอนตัวแบนนิวกินี” ซึ่งจัดเป็นสัตว์เอเลี่ยนสปีชีร์ หรือสัตว์รุกรานต่างถิ่น โดยหนอนตัวแบนชนิดนี้กินหอยทากพื้นเมืองเป็นอาหาร ซึ่งหากปล่อยไว้จะทำให้หอยทากพื้นเมืองสูญพันธุ์ โดยจะส่งผลกระทบเป็นห่วงโซ่อาหาร เมื่อไม่มีหอยทาก สัตว์ที่กินหอยทากเป็นอาหารอย่างงูกินหอยทาก ก็จะไร้อาหารและเสี่ยงสูญพันธุ์ตามไปด้วย และจะขาดอาหารต่อกันเป็นทอดๆ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องน่ากังวลยิ่งนัก

โดยดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์ นักวิชาการอิสระกลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ให้ข้อมูลว่า เป็นหนอนที่มีถิ่นกำเนิดในนิวกินี เมื่อโตเต็มที่แล้วมีลำตัวยาวประมาณ 5-6 เซนติเมตร ปลายแหลมทั้งสองด้านแต่ด้านที่เป็นหัวจะแหลมเล็กกว่า สีด้านหลังเป็นสีน้ำตาลเข้มและมีลายสีน้ำตาลอ่อนพาดกลางลำตัวตามแนวยาว ด้านท้องสีขาวและมีจุดสีขาวเล็กๆค่อนไปทางด้านหางซึ่งเป็นส่วนปาก หนอนชนิดนี้กินหอยทากเป็นอาหารหลัก สำหรับ การกำจัดหนอนตัวแบนนิวกินีทำได้สองวิธีคือใช้น้ำร้อนลวกหรือหยอดด้วยเกลือป่น ห้ามใช้การสับหรือหั่นเพราะแต่ละชิ้นจะเติบโตเป็นตัวใหม่ได้และจะกลายเป็นยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นไปอีก ขณะที่หนอนตัวแบนชนิดนี้มีรายงานถูกปล่อยและหลุดออกสู่ธรรมชาตินอกถิ่นอาศัยตามธรรมชาติหลายแห่งและมีรายงานรุกรานกินหอยทากท้องถิ่นจนสูญพันธุ์ ทำให้สหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ (IUCN) จัดให้หนอนตัวแบนนิวกินีเป็น หนึ่งในร้อยสัตว์รุกรานต่างถิ่นที่น่ากลัวที่สุดของโลก (อ่านข่าว >> พบ “หนอนตัวแบนนิวกินี” ในไทย สัตว์รุกรานต่างถิ่นติดอันดับน่ากลัวที่สุดในโลก)

แดดทำพิษ “ประวิตร” นาฬิกาหรูโผล่ สื่อขุด ไม่พบแจ้งในบัญชีทรัพย์สิน

เรื่องที่สิบสอง เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากผู้อ่านมากที่สุด ในเดือนธันวาคม เป็นเรื่องใหญ่ของวงการ การเมืองไทยยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เมื่อพี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยกมือขึ้นมาบังแดดระหว่างถ่ายรูปคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ “ประยุทธ์5” ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ก่อนแหวนเพชรจะระยิบระยับเป็นประกายเจิดจ้ากับแดดแรงๆ ที่ส่องมา แถมจังหวะยกมือยังเผยให้เห็นนาฬิกาหรู “ริชาร์ด มิลด์” ที่มีราคาหลักล้าน จนสื่อมวลจนต้องแซวถึงเรื่องแหวน จนพล.อ.ประวิตร ถึงกับเขินอายและหันหัวแหวนกลับทันที แต่หลังจากนั้นเรื่องราวกลับไม่สนุกอีกต่อไป เมื่อพบว่า เครื่องประดับทั้งสองชิ้นมีราคาเกิน 200,000 บาท โดยเฉพาะนาฬิกาหรู “ริชาร์ด มิลด์” รุ่น RM029 ราคา 3,200,000 บาท แต่กลับไม่ปรากฎในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของพล.อ.ประวิตร ในการเข้ารับตำแหน่ง “รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม” ในรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ เมื่อ 4 กันยายน 2557

โดย พล.อ.ประวิตร ให้ข้อมูลเพียงว่าทรัพย์สินทั้งสองชิ้น เป็นของเก่าเก็บ แต่ก็มีกระแสข่าวออกมาว่า แหวนเพชรเป็นของแม่ ส่วนนาฬิกาเป็นของเพื่อนนักธุรกิจ ประเด็นนี้ พล.อ.ประวิตรไม่ขอให้ข้อมูล อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช. ให้เวลาพล.อ.ประวิตร ทำหนังสือชี้แจงทรัพย์สินดังกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 30 วัน ขณะเดียวกัน นายศรีสุวรรณ จรรยา ก็เดินหน้ายื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. ขอให้แสดงศักยภาพ สอบที่มานาฬิกาหรู แหวนเพชร ของ พลเอกประวิตร ว่าเข้าข่าย จงใจหลบเลี่ยงการแสดงบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ ด้านโลกออนไลน์และสื่อทุกสำนักต่างพากันสืบหาข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว จนพบว่า พล.อ.ประวิตร อาจมีนาฬิกาหรูในครอบครองมากกว่า 8 เรือน ล่าสุดวันที่ 29 ธันวาคม พลตำรวจเอกวัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. พร้อมด้วยนายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า  พลเอกประวิตร ได้ส่งหนังสือชี้แจงกรณีที่มาของแหวนเพชรและนาฬิกาหรู ยี่ห้อริชาร์ด มิลล์ มายัง ป.ป.ช.แล้ว เมื่อวันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการตรวจสอบของสำนักงาน ป.ป.ช. (อ่านข่าว >> “ประวิตร”ยื่นหนังสือแจงปมนาฬิกาหรูแล้ว ด้าน ป.ป.ช.ปัดตอบข้อมูลกี่เรือน?)

สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกคนต้องแจ้งให้ ป.ป.ช. ทราบ หากมีทรัพย์สินที่ราคาเกินกว่า 200,000 บาท หากพบว่าจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ หรือ ปกปิดข้อเท็จจริง ป.ป.ช. จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัย ให้พ้นจากตำแหน่ง และตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี (อ่านข่าว >> ประวิตร ตอบ “ไม่รู้” ที่มานาฬิกาหรู - นายกฯขอสื่อลดราวาศอกกับประวิตร)

ชื่นมื่นทั้งประเทศ! ตูน พิชิตเส้นทางใต้สุด – เหนือสุด หอบเงินกว่าพันล้านมอบโรงพยาบาล

ส่วนเรื่องสุดท้ายซึ่งคาบเกี่ยวกันระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึง เดือนธันวาคม คือโครงการก้าวคนละก้าว ของนายอาทิวราห์ คงมาลัย หรือตูน บอดี้สแลม ที่วิ่งจาก อ.เบตง ใต้สุดของประเทศ ถึง อ.แม่สาย เหนือสุดของประเทศ ด้วยระยะทางกว่า 2,200 กิโลเมตร ซึ่งสิ้นสุดลงแล้วเมื่อวันที่ 25 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งมียอดบริจาคจากคนไทยทั้งประเทศมากกว่า 1,100 ล้านบาท โดยเงินทั้งหมดจะถูกนำไปช่วยเหลือโรงพยาบาลศูนย์ 11 แห่งทั่วประเทศไทย ตามเป้าหมายของโครงการ (อ่านข่าว >> “ตูน บอดี้สแลม” ขอบคุณคนไทยทั้งประเทศ ยอมรับภารกิจวิ่งเบตง-แม่สาย “เหมือนความฝัน”)

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

ทันโลก express

ทันโลก express

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ