วันนี้ (30 ม.ค.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การส่งสัญญาณขออยู่ทำงานต่อของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ มาจากคำถามที่ว่ารัฐบาลอยู่ในสถานการณ์ขาลงหรือไม่ หลังหลายกลุ่มออกมาเคลื่อนไหว คัดค้านการยื้อโรดแมป และเรียกร้องให้รักษาสัญญา ตามที่ให้ไว้ในเพลงคืนความสุข ซึ่งทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คำว่า “สัญญา” ในเนื้อเพลง คือ การคืนความสุขให้ประชาชนทุกกลุ่ม และมีบางเรื่องที่ยังไม่เสร็จ โดยไม่ใช่การแก้ตัว และไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ แต่หากทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการโรดแมปของรัฐบาล ก็ยังคงเหมือนเดิม
ทั้งนี้ส่วนกลุ่มที่เคยสนับสนุนออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล เป็นเพราะกองหนุนลดลง ตามที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เตือนไว้หรือไม่ ด้านนายกรัฐมนตรี ระบุว่า เข้าสู่ปีที่ 4 รัฐบาลมีจุดอ่อน มีคนที่รู้สึกไม่ดีกับรัฐบาลมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลต้องเดินหน้าทำงานให้ดีที่สุด
ขณะที่ความเคลื่อนไหวของกลุ่ม “กลุ่มฟื้นฟูประชาธิไตย” ที่ประกาศชุมนุมทุกวันเสาร์ และเตรียมเคลื่อนไหวใหญ่อีกรอบวันที่ 10 ก.พ. ซึ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มั่นใจสามารถรับมือได้ เพราะยังมีกฎหมายและคำสั่ง คสช. บังคับใช้อยู่ ขณะเดียวกัน พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. เปิดเผยว่า ได้สั่งให้ตรวจสอบบุคคลที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวครั้งนี้แล้ว เมื่อศาลอนุมัติหมายจับแล้วจะรู้ว่าใครเป็นใคร
โดย 7 แกนนำที่ถูกแจ้งความดำเนินคดี ประกอบด้วย นายรังสิมันต์ โรม , นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว , นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล , นายอานนท์ นำภา , นายเอกชัย หงส์กังวาน , นายสุกฤษฎ์ เพียงสุวรรณ และนางนัฎฐา มหัทธนา หลัง พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ หัวหน้าส่วนปฏิบัติการคณะทำงานด้านกฎหมาย คสช. แจ้งความที่ สน.ปทุมวัน ฐานยุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และขัดคำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมหรือมั่วสุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ซึ่งคำสั่งนี้ ยังมีผลบังคับใช้ เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 265 ได้รับรองคำสั่งและประกาศของคณะรัฐประหารไว้ รวมถึงยังรับรองการใช้อำนาจหัวหน้า คสช. ผ่านมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 จะสิ้นสุดก็ต่อเมื่อ คสช. พ้นสภาพ หรือยกเลิกคำสั่ง