นายแพทย์อภิชาติ จริยาวิลาศ โฆษกกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลกับทีมข่าวนิวมีเดียพีพีทีวี ว่า ปัจจุบันคนไทยมีอารมณ์ร้อนมากขึ้น และมักจะใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ หรือกระทำโดยขาดการไตร่ตรอง เมื่อเกิดเหตุกระทบกระทั่งเพียงเล็กน้อย ก็อาจเป็นชนวนทำให้เกิดเหตุทะเลาะวิวาท ทำลายทรัพย์สิน หรือทำร้ายร่างกายจนเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นได้
เหตุผลที่คนไทยหัวร้อนเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่มี 3 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย
1.เครียด กดดัน
“ความเครียดและความกดดัน” เป็นสาเหตุแรกๆ ที่ทำให้คนในสังคมมีอารมณ์ที่ฉุนเฉียว หัวร้อนกับทุกๆ เรื่องที่เข้ามากระทบ ซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัญหา และความเครียดสะสมของแต่ละบุคคล ทั้งปัญหาครอบครัว การงาน การเรียน ความรัก และเรื่องอื่นๆ ที่พร้อมจะปะทุออกมาทันที เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กระตุ้นอารมณ์
2.สภาวะภายในจิตใจ ณ เวลาเกิดเหตุ
“สภาวะภายในจิตใจ ณ เวลาเกิดเหตุ” ปัจจัยนี้อาจคล้ายคลึงกับปัจจัยแรก แต่มีความแตกต่าง คือ เป็นสถานการณ์เฉพาะหน้าที่เจอในเวลาเกิดเหตุ อาทิ เหตุการณ์ล่าสุดที่เพิ่งเกิดขึ้น คือ ชายหนุ่มอารมณ์ร้อน โมโหที่รถตนเองถูกชนท้าย และเข้าใจว่าคู่กรณีจะชนแล้วหนี จึงรีบไปนำแท่งเหล็กมากระหน่ำตีรถของคู่กรณีจนพังยับเยิน สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ในขณะนั้นก็เป็นอีกแรงจูงใจเกิดอารมณ์ร้อนได้
3.สารเสพติด / แอลกอฮอล์
ปัจจัยสุดท้าย เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้สภาพร่างกาย จิตใจ ณ ขณะนั้นไม่อยู่ในภาวะปกติ มักจะพบเห็นได้บ่อยจากข่าวที่ผ่านๆ มา ผู้ที่มีสารเสพติดภายในร่างกายหรือดื่มแอลกอฮอล์เมื่อเกิดเหตุเฉี่ยวชนบนท้องถนน มักจะไม่สามารถควบคุมตนเองได้เมื่อเกิดเหตุการณ์มีปากเสียงกับคู่กรณี การหัวร้อนทำลายทรัพย์สินของคู่กรณี ทำให้เหตุกระทบกระทั่งบนท้องถนนที่ผิดเพียงกฎหมายจราจรลุกลามกลายเป็น “คดีอาญา”
พ.ต.ท.ปองพล เอี่ยมวิจารณ์ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชนซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358
ไม่เพียงเท่านั้น !! ในกรณีที่เกิดขึ้น นายตนุภัทร รัตนพูลชัย ผู้ช่วยเลขาธิการสายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ.ระบุว่า ในส่วนของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในตอนแรก หากมีการทำประกันภัยภาคสมัครใจประเภท 1 บริษัทประกันภัยจะจ่ายค่าเสียหายตามจริง
แต่ในส่วนของประเด็นหัวร้อน!! ทำลายทรัพย์สิน ทุบรถผู้อื่น บริษัทประกันภัยของผู้เสียหายจะคุ้มครองตนเอง แต่จะไปไล่เบี้ยค่าเสียหายกับผู้ลงมือ และที่สำคัญบริษัทประกันภัยทางฝั่งของคนหัวร้อนจะไม่มีการรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น เพราะอยู่นอกเหนือการคุ้มครอง งานนี้เรียกได้ว่าใครทำ! คนนั้นจ่าย!!