เมื่อวันที่ (20 มี.ค.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเปรมชัย กรรณสูตร พร้อมด้วย นายยงค์ โดดเครือ ผู้ต้องหาในคดีร่วมกันติดสิรบนเจ้าพนักงาน เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาด้วยสีหน้าเรียบเฉียบ และไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดใด โดยตำรวจกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดและประพฤติมิชอบ ให้พนักงานสอบสวนแยกสอบผู้ต้องหา ซึ่งทั้งสองยังคงให้การปฎิเสธและระบุว่าจะให้การในชั้นศาลเท่านั้น ตำรวจใช้เวลาสอบปากคำประมาณ1-2ชั่วโมงก่อนที่นายเปรมชัยจะเป็นฝ่ายเดินทางกลับไปก่อน ขณะที่นายยงค์ เปิดเผยสั้นๆ ถึงกรณีคลิปเสียงที่ตำรวจใช้เป็นหลักฐาน ว่า เป็นการพูดเล่นเท่านั้น พลตำรวจตรีกมล เหรียญราชา ผู้บังคับการปปป. แสดงความมั่นใจว่า หลักฐานที่ตำรวจรวบรวมไว้ขณะนี้เพียงพอต่อการยื่นฟ้องได้ แม้ผู้ต้องหาทั้งสองคนจะปฏิเสธก็ตาม
ส่วนอีกด้านที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ บก. ปทส.นางคณิตา วิทยานันท์ ภรรยานายเปรมชัย กรรณสูต เดินทางเข้าให้ปากคำกับตำรวจ โดยเดินทางมาพร้อมกับนางสาววันดี สมภูมิ ผู้รับรองงาช้าง นางคณิตายอมรับว่างาช้างทั้ง 2 คู่ เป็นของตัวเองจริง ได้รับเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่ 2524 และได้นำไปจดแจ้งขอขึ้นทะเบียนกับกรมอุทยานฯเมื่อปี 2558 โดยนางสาววันดี สมภูมิเป็นผู้ดำเนินการ
ด้านกรมอุทยานฯ กล่าวว่า พบเอกสารการจดแจ้งของนางคณิตาและภาพถ่ายงาช้าง โดยยื่นมาที่กรมอุทยานฯ ปลายปี 2558 แต่กรมอุทยานฯ ยังไม่ออกใบอนุญาตการครอบครองงาช้างให้และเมื่อ พิสูจน์แล้วว่าเป็นงาช้าแอฟริกา แต่ยื่นจดแจ้งว่างาช้างดังกล่าวเป็นสัตว์พาหนะ กรณีนี้เข้าข่ายยื่นเอกสารอันเป็นเท็จด้วย ซึ่งกรมอุทยานฯจะพิจารณาแจ้งความร้องทุกข์ต่อไป
เบื้องต้นพนักงานสอบสอบ แจ้งข้อหานางคณิตากับนางสาววันดี ฐานความผิดร่วมกันมีซากสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในครอบครอง ตามพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 หลังจากสอบปากคำทั้ง 2 คนนานกว่า 5 ชั่วโมง พนักงานสอบสวนจึงนำตัวไปฝากขังผัดแรกที่ศาลอาญา รัชดาภิเษก ที่สำนักงานอัยการสูงสุดวันนี้ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด พร้อมด้วยอธิบดีอัยการภาค 7 และคณะทำงานพิจารณาคดีล่าสัตว์ของนายเปรมชัยและพวก ออกมาเปิดเผยว่าได้สั่งให้ตำรวจไปสอบสวนเพิ่มเติม 3-4 ประเด็น เพราะเห็นว่ายังไม่สิ้นกระแสความ และผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธ จึงต้องการให้สำนวนคดีรัดกุมกว่านี้ ก่อนพิจารณานำขึ้นสู่ศาลคณะอัยการไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าสั่งสอบเพิ่มในประเด็นใดบ้าง เพราะหวั่นว่าจะกระทบกับสำนวน แต่ได้เปิดเผยสั้นๆว่าเกี่ยวข้องกับพฤติการณ์ของนายเปรมชัย และพวก รวมถึงผลตรวจบางอย่างที่ยังไม่ได้นำมาประกอบสำนวน โดยได้กำชับพนักงานสอบสวนไปแล้วว่าจะต้องสรุปสำนวนเพิ่มเติมส่งมาภายในวันที่ 26 มีนาคมนี้
อธิบดีอัยการภาค 7 ยืนยันว่า คดีของนายเปรมชัย ไม่ใช่คดีใหญ่ โทษไม่มาก และเกิดขึ้นทุกวัน แต่ผู้ต้องหายังปฏิเสธจึงต้องรอบคอบเป็นพิเศษ ซึ่งหากตำรวจส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติมมาตามกำหนดเวลาและไม่มีประเด็นอื่นเพิ่มเติม จะเร่งสรุปผลการพิจารณาสั่งฟ้องภายในกำหนดเวลาฝากขังผู้ตองหา ซึ่งยังเหลือเวลาอีกประมาณ 40 วัน แต่จะพิจารณาสั่งฟ้องทั้ง 9 ข้อหาหรือไม่ ต้องรอดูสำนวนอีกรอบ