ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ดาวน์โจนส์ของสหรัฐฯ เมื่อวานนี้(2เม.ย.61) ปิดที่ 23,644.19 จุด ลดลง 459 จุด หรือเกือบ 2% ซึ่งถือเป็นภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่เปิดตลาดในวันแรกของเดือนเม.ย.ได้เลวร้ายที่สุด นับตั้งแต่ช่วง Great Depression หรือภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ เมื่อปี 1929 และยังส่งแรงกระเพื่อมไปยังตลาดหุ้นเอเชียที่เปิดตัวเช้านี้ด้วย
สาเหตุมาจากที่นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับมาตรการขึ้นกำแพงภาษีตอบโต้กันอย่างดุเดือดระหว่างสหรัฐฯและจีน หลังจากเมื่อวานนี้ รัฐบาลจีนประกาศตั้งกำแพงภาษี 25% สำหรับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ กว่า 128 รายการ อาทิ เนื้อหมูแช่แข็ง ไวน์ และท่ออะลูมิเนียม มูลค่ารวมกว่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งมาตรการดังกล่าวคือการตอบโต้กำแพงภาษีเหล็ก 25% และอะลูมิเนียม 10% ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ล่าสุด ทำเนียบขาวก็ออกมาวิจารณ์ว่าท่าทีดังกล่าวของจีน เป็นการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมต่อสหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลวอชิงตันเองก็เตรียมตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มอีก 1,300 รายการเช่นกัน โดยคาดว่าสินค้าส่วนใหญ่น่าจะเป็นสินค้าประเภทเทคโนโลยี
นอกจากเรื่องสงครามการค้าแล้ว ยังมีปัจจัยแรงเทขายจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะหุ้นบริษัทเฟซบุ๊ก แอปเปิล แอมะซอน เน็ตฟลิกซ์ และกูเกิล หลังจากทรัมป์ ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว วิจารณ์บริษัท “แอมะซอน” ว่าเอาเปรียบบริษัทไปรษณีย์ของสหรัฐฯ จนทำให้ขาดทุนยับ แถมยังเสียภาษีให้รัฐน้อยเกินไป สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนว่า ทรัมป์ต้องการอะไรจากการออกมาพูดโจมตีครั้งนี้