วันนี้ ( 9 เม.ย.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เก้าอี้ 2 ตัวที่ว่างอยู่ในวงเสวนา คือ เก้าอี้ที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้รองเลขาธิการศาลยุติธรรม และ ประธานผู้พิพากษาแผนกคดีสิ่งแวดล้อม ที่ก่อนหน้านี้จะเป็นตัวแทนเข้าร่วมหาทางออกการก่อสร้างบ้านพักตุลาการศาลอุทธรณ์ภาค 5 โดย พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 ยืนยันว่าก่อนหน้านี้ได้ส่งหนังสือเชิญเจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรม และ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไปแล้ว แต่สุดท้ายทั้ง 2 ไม่เดินทางเข้าร่วมโดยไม่ได้แจ้งเหตุผล การหารือวันนี้ ใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง นอกจากกองทัพภาคที่3จะเป็นหน่วยงานกลางจัดประชุมแล้ว ยังมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานธนารักษ์จังหวัดเชียงใหม่ ป่าไม้จังหวัดเชียงใหม่ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย พร้อมด้วยตัวแทนเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ เข้าร่วมการหารือจำนวนมาก
เนื้อหาหลักของการพูดคุยเน้นการให้แต่ละหน่วยงานชี้แจงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับจุดก่อสร้างบ้านพักตุลาการ เช่น หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ระบุว่า จุดก่อสร้างไม่ได้อยู่ในเขตพื้นที่อุทยาน จึงไม่สามารถดำเนินการใดใดได้ ส่วนเจ้าหน้าที่จากสำนักงานธนารักษ์จังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่า การเลือกพื้นที่ก่อสร้างในเขตราชพัสดุ ต้องขึ้นอยู่กับการตกลงขอใช้พื้นที่ระหว่างหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ กับหน่วยงานที่ต้องการขอใช้ประโยชน์ ในกรณีนี้หมายถึง กองทัพ กับ สำนักงานศาลยุติธรรม ส่วนสำนักงานธนารักษ์จังหวัดเชียงใหม่เป็นเพียงหน่วยงานดำเนินการ ส่วนประเด็นเรื่องความลาดเอียงของพื้นที่ก่อสร้าง ล่าสุดมีข้อมูล ระบุว่าจุดก่อสร้างบ้านพักตุลาการฯ มีความลาดเอียง 26% หมายความว่าไม่เกินข้อบังคับที่กฎหมายกำหนดเรื่องการก่อสร้างอาคาร
ขณะที่จุดยืนของเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ยังคงยืนยันตามเดิม คือ ต้องรื้อพื้นที่ก่อสร้างออกจากพื้นที่ป่าเท่านั้น โดยแม่ทัพภาคที่ 3 จะนำข้อเรียกร้องนี้นำเสนอให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีรับทราบ ส่วนแนวทางการแก้ไขปัญหา เบื้องต้นจังหวัดเชียงใหม่จะตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ โดยแบ่งเป็นฝ่ายเครือข่าย 6 คน และฝ่ายจังหวัด 6 คน มีภารกิจแรกคือการร่วมกันกำหนดพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ว่า มีขอบเขตอยู่ตรงจุดใด เพราะ นิยามคำว่าป่าดอยสุเทพ ของแต่ละหน่วยงานไม่เหมือนกัน
ขณะที่นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยหลังประชุมคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม หรือ ก.บ.ศ.ว่า สำนักงานศาลยุติธรรมไม่สามารถ การรื้อถอนอาคารตามข้อเรียกร้องของกลุ่มคัดค้านได้ เนื่องจากจะทำให้สำนักงานศาลยุติธรรมเป็นฝ่ายผิดสัญญาและจะถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย อาจทำให้รัฐเสียงบประมาณในส่วนนี้เพิ่มเติม นอกจากนี้ข้อเรียกร้องของกลุ่มคัดค้าน ยังเป็นการกระทำที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ และอาจถูกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถามหาผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตามคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม มีมติว่า ให้สำนักงานศาลยุติธรรม รับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ชอบธรรมด้วยสันติวิธี โดยหลังจากนี้สำนักงานศาลยุติธรรมจะทำหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรีถึงข้อเท็จจริงทั้งหมด หากรัฐบาลมีความเห็นประการใด เช่นให้ชะลอการใช้บ้านพักเฉพาะส่วนที่มีปัญหา หรือ ดำเนินการอย่างอื่นระหว่างฟื้นฟูสภาพแวดล้อม สำนักงานศาลยุติธรรมก็ไม่ขัดข้อง