มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย ได้ทำการสำรวจพบว่า ช่วงเวลา 30 ปี ที่ผ่านมา โครงสร้างประชากรของประเทศไทย มีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น โดยปัจจุบันมีสัดส่วนประชากรกลุ่มผู้สูงอายุถึงร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นจนถึงร้อยละ 30 ภายใน 15 ปีข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยมีประชากรผู้สูงอายุมากเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียน และกลายเป็น “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super Aged Society)
ทั้งนี้ การที่อายุขัยของผู้สูงอายุยาวนานขึ้นนั้น เป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางการแพทย์และสาธารณสุขของไทย แต่ผู้สูงอายุก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอยู่ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน และโรคเบาหวาน โดยโรคเหล่านี้จะเชื่อมโยงไปสู่โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นสาเหตุหลักในการเสียชีวิตของประชากรไทยทั้งนี้ การที่อายุขัยของผู้สูงอายุยาวนานขึ้นนั้น เป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางการแพทย์และสาธารณสุขของไทย แต่ผู้สูงอายุก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอยู่ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน และโรคเบาหวาน โดยโรคเหล่านี้จะเชื่อมโยงไปสู่โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นสาเหตุหลักในการเสียชีวิตของประชากรไทย
ภญ.ศิริวรรณ ชื่นชมสกุล กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุขและคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ใน พ.ศ. 2564 ประเทศไทยจะมีประชากรที่อายุเกิน 60 ปี มากกว่าร้อยละ 20 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ซึ่งจะกลายเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งผู้สูงวัยจะไม่สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ หากไม่มีการเตรียมพร้อมสู่สูงวัยล่วงหน้า มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย จึงได้ร่วมกับสถาบันคีนันแห่งเอเซีย ดำเนินโครงการ “ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า(เท่า)-ทัน-สุข” (Pfizer Healthy Aging Society) รณรงค์เตรียมความพร้อมของวัยก่อนสูงอายุ โดยเป้าหมายสูงสุดของโครงการ คือการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพความรู้ความเข้าใจเชิงสุขภาพสำหรับประชากรกลุ่มวัยก่อนสูงอายุ ให้เป็นผู้นำและบริหารการเปลี่ยนแปลง ปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเป้าหมายให้เป็นพฤติกรรมสุขภาพเชิงบวก สร้างรูปแบบการเตรียมตัวเข้าสู่วัยสูงอายุแบบองค์รวมที่มีความยั่งยืน และสามารถประยุกต์และปรับใช้กับบริบทของสังคมไทยได้
ผู้เชี่ยวชาญชี้ความก้าวหน้าทางการแพทย์ ส่งผลให้มีผู้สูงอายุเพิ่ม
ด้าน น.ส.ศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ระบุว่า ปัจจุบันคนไทยมีอายุไขเฉลี่ยถึง 75 ปี ซึ่งเป็นอายุไขที่ยาวนานขึ้นกว่าเมื่อก่อน เนื่องจากขณะนี้การแพทย์มีความก้าวหน้า และคนมีความรู้ในการดูแลตัวเองในด้านสุขภาพ จึงทำให้คนมีอายุยืนมากขึ้น โดยปัจจุบันตัวเลขของผู้สูงอายุในประเทศไทยมีจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว หากนับสัดส่วนผู้สูงอายุในประเทศตั้งแต่ ปี2548 - ปัจจุบัน พบว่าเพิ่มเป็น 17 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือเป็นความเร็วของสังคมสูงวัยที่รวดเร็ว และหากนับเป็นตัวเลขจะมีประชากรประมาณเกือบ 11 ล้านคน หรือ 1 ใน 5 ของคนไทย ทั้งนี้เป็นผลมาจากสมัยก่อนที่คนไทยมีลูกเยอะ หรือเรียกว่าเบบี้บูมเมอร์ จึงทำให้การเปลี่ยนผ่านของคนยุคดังกล่าวมาเป็นผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับปัจจุบันคนไทยนิยมมีลูกน้อยทำให้สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเร็วมาก
“กลุ่มตัวอย่างในกรุงเทพมหานครในช่วงปลายปีที่ผ่านมา พบว่ายังมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อโรค NCDs เพราะร้อยละ 86 ชอบเนื้อติดมันและเครื่องใน ร้อยละ 51 ติดเครื่องดื่มรสหวาน ในขณะที่ร้อยละ 74 ขาดความรู้เรื่องโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 52 ขาดความรู้เรื่องโรคหัวใจ และมีร้อยละ 30 ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงแล้ว เป็นต้น จากข้อมูลเหล่านี้ทำให้ตระหนักได้ว่าความรู้เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ทุกคนเป็นผู้สูงวัยที่มีคุณภาพ” ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านผู้สูงอายุ กล่าว
โดยนางยุพีพร มีแก้ว อายุ 56 ปี ระบุว่า เคยกลัวการเป็นผู้สูงอายุ เนื่องจากทำงานอยู่อย่างมีความสุข และมักทำตัวเองไม่เข้ากับวัยปัจจุบัน จึงทำให้ต้องหันมาดูแลตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อทำให้ดูเหมือนตนไม่แก่มากจนต้องดูแลตัวเองไม่ได้ นอกจากนี้ตนเคยเป็นโลกวิงเวียนศีรษะ เป็นเพราะอายุมากขึ้น และชอบทำอะไรเร็ว ๆ ทำให้การไหลเวียนเลือดในร่างกายไม่ดีพอ ซึ่งจะมีวิธีการดูแลตัวเอง ก็คือ พักผ่อน ออกกำลังกาย โดยเฉพาะควบคุมอาหารจะดูเป็นพิเศษ เพราะเมื่อก่อนเคยเป็นคนผอม จึงรับประทานอาหารมาระยะเวลาหนึ่ง ทำให้ไขมันก็เริ่มสูง เนื่องจากรับประทานอาหารพลังงานสูงมาก เพราะอยากอ้วน แต่ตอนนี้พยายามที่จะเอาไขมันออก ด้วยการควบคุมอาหาร เช่น อาหารไขมันสูง อาหารผัดทอดในน้ำมัน และเลือกรับประทานปลา ส่วนอาหารทะเลก็รับประทานบ้าง แล้วจากนั้นมาคำนวณปริมาณแคลอรี่ ว่าในแต่ละวันจะต้องไม่เกินมากตามหลักของทฤษฎี และถ้าหากมีแคลอรี่มากเกินไป ก็จะไปงออกกำลังกายเพื่อเอาออก
ขณะที่นางณัฐธภัสสร วงศาลุบ อายุ 52 ปี กล่าวว่า ด้วยความที่รู้สึกไม่อยากแก่ จึงต้องเตรียมตัวหากเริ่มเข้าสู่เป็นผู้สูงอายุแล้ว จากที่เมื่อก่อนไม่เคยออกกำลังกาย ตอนนี้ก็มาเริ่มดูแลตัวเองมากขึ้น ประกอบกับตนมีโรคความดันโลหิตสูง จึงต้องเตรียมการออกกำลังกาย โดยตั้งเป้าที่ 1 สัปดาห์ต้องออกกำลังกายไม่ต่ำกว่า 5 วัน ปกติจะทำได้อยู่ที่ 6 วัน และมีวันที่ผ่อนคลาย 1 วัน ส่วนกิจกรรมการออกกำลังกาย ประกอบด้วย ปั่นจักรยาน ซิทอัพ และเดิน จะใช้เวลามากกว่า 30 นาที สำหรับอาหารจะเน้นไปที่เนื้อปลา และผัก แต่ก็ต้องรับประทานให้ครบ 5หมู่ เพียงแค่ลดอาหารประเภทแป้งให้น้อยลง
“เบาหวาน-ความดันโลหิตสูง” โรคอันตรายในผู้สูงอายุ
พญ.สิรินทร ฉันทศิริกาญจน ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า โรคที่เจอบ่อยในผู้สูงอายุส่วนใหญ่ คือ โรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง ซึ่งจะเกิดขึ้นก่อนเข้าสู่วัยชราช่วงอายุ 40-50 ปี และจะแสดงอาการมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็มีบางคนที่ไม่เคยเป็นโรคเหล่านี้มาก่อน และมาพบตอนเข้าสู่วัยชรา ทั้งนี้โรคดังกล่าวถ้าเป็นมากอาจจะทำให้เกิดภาะแทรกซ้อน และเสียชีวิตได้ โดยที่พบบ่อยที่สุดคือ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือโรคหัวใจ ส่วนความดันโลหิตสูง อาจทำให้เป็นอัมพาตหรือหลอดเลือดแดงแตก ต้องขึ้นอยู่กับว่าจะเกิดในตำแหน่งที่สำคัญขนาดไหน เช่น บางคนแขนขาไม่มีแรง หรือถ้าหลอดเลือดแตกบริเวณก้านสมองก็อาจทำให้มีอาการรุนแรง และเสียชีวิตได้ ปัจจุบันโรคเหล่านี้เริ่มเกิดขึ้นเร็วมาก และมักพบในคนอายุน้อยช่วง 20-30 ปี รวมถึงยังพบว่าคนไทยตัวโตและอ้วนมากขึ้น เพราะว่าลักษณะการรับประทานอาหารผิดแปลกไปจากเดิม
ทั้งนี้หากรู้ว่าตนเองจะมีความเสี่ยงในเรื่องไหน ก็ควรพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้โรคเหล่านั้นปรากฏขึ้นมา หรือถ้ามีโรคอยู่แล้วก็ต้องหาวิธีควบคุม เพื่อไม่ให้มีโรคแทรกซ้อน และที่สำคัญต้องรู้ว่าเราจะมีชีวิตอยู่อย่างไร จะกินอย่างไร จะนอนอย่างไร จะทำกิจกรรมทางร่างกายมากน้อยขนาดไหน เพื่อทำให้ร่างกายสำคัญของเราซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่วิเศษสามารถใช้ของที่มีอยู่ซ่อมแซมตัวเองได้จนถึงวันสุดท้าย และคนที่มีความรู้ก็ควรจะระบุให้คนอื่นรู้ด้วย เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจ ทำให้สังคมมีความรู้ สามารถดูแลตัวเองได้กว้างขวางต่อไปเรื่อย ๆ