ช่วงเวลาประมาณ 21.00 นาฬิกาของเมื่อคืนที่ผ่านมา ปรากฏภาพลูกฉลามหัวบาตรขนาดลำตัวประมาณ 1 เมตร 4-5 ตัว ออกมาจับกลุ่มหาอาหารบริเวณรอบเขาเต่า ก่อนจะกลับเข้าไปนอนตามโขดหินในช่วงเช้ามืด นี่เป็นพฤติกรรมที่พบเห็นเป็นปกติของลูกฉลามหัวบาตร
การมีลูกฉลามจำนวนมากบริเวณนี้ ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย ผู้ช่วยวิจัยของ สถานวิจัยความเป็นเลิศความหลากหลายทางชีวภาพแห่งคาบสมุทรไทย (CBIPT) มองว่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตพื้นที่ห้ามจับสัตว์น้ำหรือเขตอภัยทานของวัดถ้ำเขาเต่า ซึ่งไม่ได้สะท้อนภาพรวมความสมบูรณ์ของทะเลไทยทั้งหมด
การพบลูกฉลามจำนวมมากบริเวณเขาเต่า สวนทางกับงานวิจัยหลายฉบับทั่วโลกที่กำลังสะท้อนว่า ประชากรฉลามกำลังเข้าสู่ขั้นวิกฤต เช่นงานวิจัยของศิรชัย ที่ศึกษาถึงชนิดพันธุ์ สัดส่วน และลักษณะทางชีววิทยาของฉลามที่ถูกจับได้ในทะเลไทย ที่พบว่าตั้งแต่มีอุตสาหกรรมประมงขนาดใหญ่เข้ามา ฉลามหายไปมากที่สุดถึงกว่าร้อยละ 90 และฉลามที่พบได้ในแพปลาปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นเพียงฉลามขนาดเล็ก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าฉลามสายพันธุ์ขนาดใหญ่ ที่โตช้า และสืบพันธุ์ช้า มีประชากรลดลงอย่างมาก
นักวิจัยให้ความเห็นว่าทะเลที่มีฉลามอาจน่ากลัวน้อยกว่าทะเลที่ไม่มีฉลาม เพราะหากไม่มีฉลามอาจกระทบต่อระบบนิเวศในท้องทะเลทั้งหมด และปัจจุบันทั่วโลกมีสถิติการจับฉลามอยู่ที่ 100 ล้านตัวต่อปี แต่ฉลามขนาดใหญ่ที่โตช้า อย่างเช่นฉลามหัวบาตร ต้องใช้ระยะเวลาถึง 20 ปี จึงจะถึงเวลาสืบพันธุ์ ดังนั้นอุตสาหกรรมประมง และการทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยของฉลามจึงเป็นปัจจัยคุกคามที่ทำให้ฉลามตกอยู่ในภาวะเสี่ยงสูญพันธุ์มากที่สุด
ทีมข่าวพีพีทีวี รายงาน