วันนี้ (26 เม.ย.61) ทีมข่าวพีพีทีวี ลงพื้นที่สำรวจวัดใน จ.นนทบุรี โดยวัดบางอ้อยช้าง เป็น 1 ใน 10 วัด ที่ถูกตรวจสอบทุจริตเงินอุดหนุนวัดด้านการศึกษาพระปริยัติธรรรม
จากการพูดคุยกับ พระอุดมสิทธินายก เจ้าอาวาสวัด ยอมรับว่า เคยรับงบฯ 7 ครั้ง ในช่วงปี 2556-2557 แต่ละครั้งที่ได้รับงบฯก็ได้รับไม่เต็มจำนวน เพราะคืนเงินให้กับข้าราชการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติตลอด และงบฯ ส่วนใหญ่นำมาอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีและบูรณะอาคารที่ทรุดโทรม
ส่วนอีกที่ คือวัดใหม่ผดุงเขต แต่เจ้าอาวาสติดกิจนิมนต์นอกวัด พบเพียงลูกศิษย์ และไวยาวัจกร ซึ่งทุกยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า วัดไม่เคยรับงบฯด้านการศึกษาพระปริยัติธรรม เพราะไม่มีนักเรียน
สำหรับการตรวจสอบทุจริตเงินอุดหนุนวัดรอบที่ 3 พบมีวัดเข้ามาเกี่ยวข้อง 10 แห่งประกอบด้วย วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร วัดสามพระยาวรวิหาร วัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร ทั้ง 3 วัดแรกอยู่ในกรุงเทพมหานคร มูลค่าความเสียหายกกว่า 70 ล้านบาท
ส่วนอีก 7 วัด แบ่งเป็น วัดในจ.นนทบุรี 3 แห่ง ซึ่งได้รับงบด้านการศึกษาพระปริยัติธรรม ช่วงปี 2556-2557 ประกอบด้วย วัดบางอ้อยช้าง ได้รับมากกว่า 30 ล้านบาท และโอนกลับให้ข้าราชการในสำนักพุทธฯ เกือบ 25 ล้านบาท วัดใหม่ผดุงเขต รับ 10 ล้านบาท โอนกลับ 9 ล้านเศษ วัดศรีเรืองบุญ รับ 10 ล้านบาท และโอนกลับ 9 ล้านเศษ
ส่วน จ.อุดรธานี คือ วัดศรีนคราราม 12 ล้านบาท โอนกลับ 11 ล้านบาท วัดต้นธงชัย จ.ลำปาง 2 ล้าน โอนกลับ 1 ล้านบาท ส่วนที่ จ.นครศรีธรรมราช คือ วัดมุขธาราราม และวัดท่าพญา 2 วัดนี้รับงบมาวัดละ 3 ล้านบาท โอนกลับคืนวัดละ 2 ล้านเศษ รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 140 ล้านบาท
พฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหา ของทั้ง 7 วัด พบตัวอย่าง เช่น ที่วัดต้นธงชัย จ.ลำปาง พระวิสุทธิธรรมพิลาส เจ้าอาวาสวัด เสนอของบจากสำนักงานพระพุทธศาสนาฯประมาณ 2 ล้านบาท เมื่อได้รับเงินมา ก็โอนต่อให้พระราชรัตนมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามฯ 1 ล้านบาท
ด้านนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.สำนักนายกฯ กล่าวถึงกรณีเจ้าอาวาสวัดศรีนคราราม อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี นำเงิน 10 ล้านบาทไปคืนสำนักพุทธฯ เพราะวัดไม่เคยขอว่า ควรปล่อยให้ฝ่ายตรวจสอบทำหน้าที่ และเชื่อว่าการตรวจสอบทุจริตครั้งนี้จะไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่กับพระชั้นผู้ใหญ่
ส่วนกรณีมีคนไปยื่นหนังสือให้ปลด พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ พ้นตำแหน่ง นั้น นายสุวพันธุ์ ย้ำว่าการตรวจสอบเรื่องนี้ เริ่มมาตั้งแต่ช่วงปี 2559 – 2560 และสอบสวนจนพบว่ามีมูลจึงต้องดำเนินการตามข้อกฎหมาย