การประชุมเมื่อวันที่ 27 เม.ย.61เริ่มต้นด้วยภาพประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นเมื่อเวลา 07.30 น. เมื่อนายคิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ได้เดินจากฝั่งเกาหลีเหนือข้ามแดนมายังพื้นที่ปลอดทหาร ของเกาหลีใต้ โดยมีประธานาธิบดี มูนแจ-อินของเกาหลีใต้รอต้อนรับ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือเดินทางเหยียบแผ่นดินเกาหลีใต้นับตั้งแต่ปี 1953 หรือเมื่อ 65 ปีที่แล้ว ซึ่งทั้ง 2 ประเทศได้ลงนามในสนธิสัญญาสงบศึก หลังสิ้นสุดสงครามเกาหลี
ซึ่งระหว่างนั้น คิมจอง-อึน ได้จับมือ มูนแจ-อิน ข้ามมายังฝั่งเกาหลีเหนือด้วย โดยผู้นำของทั้ง 2 เกาหลีได้จับมือทักทายกัน ด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม
หลังจากนั้น ผู้นำทั้ง 2 ชาติได้เดินบนพรมแดงไปยังทำเนียบสันติภาพ โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้ง 2 ประเทศตั้งแถวให้การต้อนรับ ซึ่งก่อนที่จะเข้าสู่ห้องประชุม คิมจอง-อึน ได้ลงนามในสมุดรับรองแขก โดยระบุว่า ประวัติศาสตร์หน้าใหม่และช่วงเวลาแห่งสันติภาพได้เริ่มขึ้นแล้ว รวมทั้งแสดงความพร้อมที่จะเดินทางเยือนกรุงโซล หากได้รับเชิญจากผู้นำเกาหลีใต้
หลังจากนั้นในช่วงเที่ยง คิมจอง-อึน ได้เดินทางกลับไปยังฝั่งเกาหลีเหนือเพื่อรับประทานอาหาร และกลับมาในช่วงบ่าย ซึ่งก่อนจะทำการประชุมกันต่อ ทั้งมูนแจ-อินและคิมจอง-อึน ได้ร่วมกันปลูกต้นสนที่ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1953
โดย คิมจอง-อึนใช้ดินที่มาจากเกาะเจจูของเกาหลีใต้ ส่วนมูน แจ-อินใช้ดินจากภูเขาแป๊กตูในเกาหลีเหนือ ซึ่งต้นสนต้นนี้จะทำหน้าเป็นสัญลักษณ์ของความรุ่งเรืองและสันติภาพระหว่างสองประเทศ
ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือในรอบบ่ายและอ่านคำประกาศปฏิญญาร่วมกัน นายคิม จอง-อึน พร้อมด้วยภริยา นางรี ซอล-จู ก็ได้ร่วมรับประทานอาหารค่ำที่นายมุน แจ-อิน เป็นเจ้าภาพ ซึ่งผู้นำเกาหลีเหนือก็ได้นำเชฟจากร้านอาหารชื่อดังในกรุงเปียงยาง มาปรุงบะหมี่เย็นขึ้นชื่อให้ผู้นำเกาหลีใต้ได้รับประทานในงานเลี้ยงอาหารค่ำตามที่ร้องขอด้วย ก่อนที่ผู้นำทั้งสองจะร่วมกันเปิดเค้กที่ตกแต่งเป็นรูปแผนที่คาบสมุทรเกาหลี
หลังจากนั้น นายคิม จอง-อึน และนายมุน แจ-อิน พร้อมด้วยภริยา ก็ได้ออกมารับชมการแสดงดนตรี และภาพยนตร์ที่ด้านนอกอาคารสันติภาพ โดยผู้นำทั้งสองได้จับมือกันระหว่างที่ชมวีทีอาร์ประมวลภาพการประชุมที่ผ่านมา ซึ่งวีทีอาร์นี้ใช้เพลงประกอบของวงเคป๊อปที่มีชื่อเพลงว่า “กลับมาเป็นครอบครัวกันอีกครั้ง”
และนั่นถือเป็นการปิดฉากการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ โดยหลังจากการแสดงเสร็จสิ้น นายคิม จอง-อึน และคณะ ก็ได้ขึ้นรถเดินทางกลับกรุงเปียงยางทันที