ธนาคารรัฐ ร่วมกับรัฐวิสาหกิจ เดินหน้าจัดทำ Big Data เพื่อเป็นฐานข้อมูลเชิงลึก ยกระดับการให้บริการด้านการเงินและสาธารณูปการให้กับเอสเอ็มอีและประชาชน
วันนี้(2 พ.ค.61)ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารของรัฐ 9 แห่ง รัฐวิสาหกิจกลุ่มสาธารณูปการ 4 แห่ง ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบูรณาการข้อมูลด้านการเงิน-สาธารณูปการ เพื่อยกระดับการให้บริการประชาชน สู่การเป็น Big Data จำนวน 2 ฉบับ
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะที่ผ่านมาทั้งเอกชนและรัฐ ทำงานบนฐานความจำกัดของข้อมูลข่าวสาร เป็นปัญหาและอุสรรคสำหรับเอสเอ็มอี และผู้มีรายได้น้อย มอบหมาย 2 หน่วยงานหลักคือกระทรวงการคลัง และสภาพัฒน์ เร่งเดินหน้า คาดว่าภายใน 2 ปี ทุกหน่วยงานจะต้องสามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันได้
ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในระยะแรกระทรวงการคลังจะเชื่อมโยงข้อมูลผู้เสียภาษีอากรจากศุลกากร สรรพากร และสรรพสามิต ทำให้สามารถขยายฐานภาษีได้ นอกจากนี้จะเป็นการนำข้อมูลของรัฐวิสาหกิจ ที่มีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ให้มาเชื่อมโยงกัน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอีให้เข้าถึงเเหล่งเงินทุนได้เร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการพิจารณาสินเชื่อแก่ภาคสถาบันการเงิน อีกทั้งยังสามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงของสินเชื่อด้อยคุณภาพ หรือ NPL ของลูกค้าได้ ส่วนในระยะยาวจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกระทรวงต่างๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับผู้มีรายได้น้อย
ส่วนความคืบหน้าการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในเฟสที่ 2 ซึ่งยังมีผู้มีรายได้ที่ไม่ต้องการเข้าพัฒนาอาชีพกว่า 5 ล้านคน นายอภิศักดิ์ ระบุว่า ในจำนวนนี้ส่วนหนึ่งเป็นที่ผู้มีอายุมาก รวมถึงเจ็บป่วยและพิการ แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติครบแต่แสดงเจตจำนงค์ว่าจะไม่เข้าพัฒนาอาชีพเพื่อรับเงินช่วยเหลือเพิ่ม ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะเข้าไปพูดคุยอีกครั้งหนึ่ง แต่หากยังยืนยันที่จะไม่พัฒนาอาชีพก็จะไม่ได้รับความช่วยเหลือเพิ่มเติมในเฟสที่ 2
ส่วนประเด็นเรื่องความกังวลว่าคนกลุ่มนี้จะรอคอยแต่ความช่วยเหลือจากรัฐเท่านั้น และทำให้กลุ่มที่ตั้งใจพัฒนาตนเองได้รับความช่วยเหลือเท่ากับกลุ่มที่ไม่พัฒนาตนเองนั้น นายอภิศักดิ์ เชื่อว่า คนกลุ่มที่พัฒนาตนเองก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นจนหลุดพ้นจากความยากจน ซึ่งแม้ว่ารัฐบาลจะช่วยเหลือเพิ่มเติมในเฟสที่ 3 หรือ 4 คนกลุ่มที่ไม่พัฒนาตนเองก็จะยังคงต้องรอความช่วยเหลือ