เป็นประจำทุกปีเมื่อถึงช่วงเดือนธันวาคมจนถึงมกราคมจะมีนกอพยพย้ายถิ่นในฤดูหนาว ขนาดใหญ่ อย่าง “แร้งสีน้ำตาลหิมาลัย” ที่เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองในประเทศไทย และยังมีสถานภาพ “ใกล้ถูกคุกคามต่อการสูญพันธุ์” ทั่วทั้งโลกตอนนี้มีประชากรเหลือเพียง 66,000 ตัว เท่านั้น ความยาวจากจะงอยปากจรดปลายหาง ยาว 115 - 125 เซนติเมตร ปีกยาว 2.7 – 2.9 เมตร มีน้ำหนัก 7-8 กิโลกรัม แร้งสีน้ำตาลฯผสมพันธุ์บนเทือกเขาหิมาลัย ภูมิภาคเอเชียกลาง ประเทศมองโกเลีย ภาคตะวันตกของประเทศจีน และทวีปยุโรป ระหว่างเดือนเมษายนถึงตุลาคม
ทำไมพบ “แร้งหิมาลัยสีน้ำตาล” หมดแรง-บาดเจ็บทุกปี ?
แร้งสีน้ำตาลหิมาลัยส่วนใหญ่ที่พบในไทยเป็น “นกวัยเด็ก” จากการศึกษากลุ่มแรกน่าจะมาจาก เทือกเขาหิมาลัย อีกกลุ่มน่าจะมาจากประเทศจีน ศักยภาพในการหาอาหารของนกเหล่านี้ไม่เท่านกตัวโตเต็มวัย เมื่อช่วงหน้าหนาวซากสัตว์มีน้อย เมื่อมีลมหนาวก็จะร่อนมากับลมหนาวที่พัดมาจากประเทศจีน ตั้งแต่เดือนธันวาคม เข้าสู่ประเทศไทยในภาคเหนือและภาคอื่นๆเป็นประจำทุกปี
น.สพ.ดร.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว หัวหน้าหน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อเพื่อปล่อยคืนธรรมชาติ คณะสัตวแพทยศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ย้อนเล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 หน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อเพื่อปล่อยคืนธรรมชาติ ได้ช่วยเหลือแร้งสีน้ำตาลหิมาลัยและปล่อยคืนธรรมชาติ ไปแล้ว 24 ตัว สาเหตุที่พบส่วนใหญ่คือ “ขาดอาหาร หมดแรง” เนื่องจากระยะหลังประเทศไทยรวมทั้งในประเทศอาเซียนมีการการจัดการซากสัตว์ ไม่ได้ปล่อยให้เน่าตามธรรมชาติ จึงทำให้แร้งฯที่บินผ่านประเทศไทย หมดแรงและตกลง มักพบในภาคใต้ เช่น ภูเก็ต พังงา กระบี่ สุราษฎร์ธานี ส่วนในภาคอื่นๆ พบที่ จ.เชียงใหม่ พิจิตร อุทัยธานี กาญจนบุรี และชัยภูมิ
นอกจากนี้บางปีก็ยังพบว่า “แร้งสีน้ำตาลหิมาลัย” ถูกยิงเพราะความเชื่อผิดๆ เพราะยังมีชาวบ้านที่พบบางส่วนยังเข้าใจว่าเห็นแร้งฯ เหมือนกับเห็น “ความตาย” จึงมีความเชื่อผิดๆ ว่าเป็น “ตัวซวย” ในแต่ละปี ก็จะพบว่ามีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัยถูกยิงได้รับบาดเจ็บ
ขณะที่ประโยชน์ของ “แร้ง” ในระบบนิเวศนั้น น.สพ.ดร.ไชยยันต์ อธิบายว่า แร้งเป็นเหมือนเทศบาล เพราะว่าเขากินซากสัตว์เป็นหลัก ช่วยทำลายซากสัตว์ที่อยู่ในธรรมชาติ ให้หมดไปอย่างรวดเร็ว ซากนั้นก็จะไม่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคที่จะแพร่พันธุ์โดยแมลง เป็นตัวแทนของระบบนิเวศที่มีความหลากหลาย
สำหรับในปีนี้หน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อฯ ร่วมกับสถานีวิจัยสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ดและสถานีวิจัยสัตว์ป่าดอยเชียงดาว สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ปล่อยแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย จำนวน 2 ตัว คือ KU615 แร้งสีน้ำตาลหิมาลัย วัยเด็ก เพศเมีย น้ำหนักตัว 7.9 กิโลกรัม ขาดอาหาร หมดแรง ที่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต เมื่อเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 60 และอีกตัว คือ KU616 วัยเด็ก เพศผู้ น้ำหนักตัว 7 กก. มีอาการขาดอาหาร หมดแรงเช่นเดียวกัน ที่ อ.คลองท่อม จ.กระบี่ เมื่อวันที่ 22 ม.ค.61
จากนั้นชาวบ้านส่งมอบแร้งให้สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพังงา และสถานีฯ พัทลุง เพื่ออนุบาลเบื้องต้นแล้วส่งต่อมาฟื้นฟูสุขภาพที่หน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อฯ เพื่อปล่อยคืนธรรมชาติ ที่ดอยลาง ตั้งอยู่บนชายแดนประเทศไทย-เมียนมาร์ ที่ระดับความสูง 2000 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล โดยประมาณ เป็นจุดที่ตั้งอยู่บนเส้นทางอพยพของแร้งหิมาลัยในประเทศไทย เดือนเมษายน เป็นฤดูกาลอพยพของนกอพยพกลับถิ่นอาศัยในฤดูผสมพันธุ์ โดยมีการปล่อยแร้งทั้ง 2 ตัว ในวันที่ 30 เม.ย.61
ที่ผ่านมา ผลการติดตามด้วยสัญญาณดาวเทียมพบว่า แร้งสีน้ำตาลฯ จำนวน 1 ตัว เดินทางมุ่งหน้าไปเทือกเขาหิมาลัย ในขณะที่อีก 1 ตัว เดินทางไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน ระยะทางมากกว่า 4,000 กิโลเมตร
สำหรับเหตุผลที่ “แร้งสีน้ำตาลหิมาลัย” เหล่านี้เมื่อรักษาจนสามารถปล่อยคืนสู่ธรรมชาติได้แล้ว แต่ไม่สามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทยตลอดปีได้นั้น น.สพ.ดร.ไชยยันต์ บอกว่า เพราะเขาไม่ใช่แร้งประจำถิ่น และสภาพอากาศของไทยอยู่ในเขตร้อน โดยแร้งเหล่านี้ทำรังวางไข่บนหน้าผาชะง่อนหินบภูเขาสูง โดยทั่วไปสูงมากกว่า 1500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ฉะนั้นอากาศจะค่อนข้างเย็น ถึงเวลาฟื้นฟูเรียบร้อยแล้วก็จะปล่อยให้เขาบินกลับถิ่นที่มาของเขาต่อไป
ขณะที่ในปัจจุบันยังมี “แร้งสีน้ำตาลหิมาลัย” อยู่ในความดูแลของหน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อฯ อีกหนึ่งตัว เนื่องจากมีการผลัดขนในช่วงนี้ ซึ่งโดนยิงมา ซึ่งเป็นทัศนคติทางลบของชาวบ้านเมื่อเห็นนกใหญ่ ซึ่งจริงแล้วผิดกฎหมายเพราะแร้งเป็นสัตวป่าคุ้มครอง ทำให้ตัวนี้ไม่พร้อมที่จะปล่อย หากปล่อยมีโอกาสที่จะเดินทางไม่ถึงที่หมาย ก็ต้องรออย่างน้อยหนึ่งปี และต้องมีการผลัดขนปลายปีกสมบูรณ์ และบินได้อย่างคล่องแคล่ว
สำหรับประเทศไทยมีแร้งด้วยกัน 5 ชนิด แบ่งเป็นแร้งอพยพ 2 ชนิดคือ แร้งสีน้ำตาลหิมาลัย และแร้งดำหิมาลัย ส่วนแร้งประจำถิ่นในประเทศไทย อีก 3 ชนิด เคยทำรังวางไข่ในประเทศไทย คือ พญาแร้ง อีแร้งเทาหลังขาว และอีแร้งสีน้ำตาล ทั้ง3 ชนิดนี้ ภายในระยะเวลา 20-30 ปีที่ผ่านมาไม่พบในธรรมชาติจากการล่า และทัศนคติทางลบด้วย
ทั้งนี้ โครงการฟื้นฟูนกล่าเหยื่อเพื่อปล่อยคืนธรรมชาติ รักษาฟื้นฟูสุขภาพของนกล่าเหยื่อหรือนกนักล่าบาดเจ็บ (เหยี่ยว นกอินทรี แร้ง นกเค้าและนกแสก) ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง เป็นความร่วมมือระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติฯ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อปล่อยนกล่าเหยื่อกลับคืนธรรมชาติในถิ่นอาศัยและฤดูกาลที่เหมาะสมต่อชนิดพันธุ์
ขณะที่ผู้ที่สนใจอยากจะช่วยเหลือนกนักล่า/นักล่าเหยื่อบาดเจ็บ ที่หน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อฯ สามารถบริจาคได้โดยโอนเข้าบัญชี กองทุนวิจัยนกนักล่า Raptor Fund คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บัญชีออมทรัพย์ 374-1-67289-9 จากนั้นส่งสำเนาใบโอนเงิน ชื่อ-สกุล และที่อยู่ของผู้บริจาคมาที่อีเมล RaptorFundKU@gmail.com เพื่อรับหนังสือขอบคุณ
ขอบคุณภาพจาก : น.สพ.ดร.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว