“สิงค์โปร์” เป็นเพียงประเทศเดียวในอาเซียนที่มีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอยู่ในระดับที่ได้มาตรฐานและส่งออกไปยังทวีปยุโรป
โดยจากรายงานของ SIPRI ระบุถึงบริษัท ST Engineering (Temasek) ของสิงคโปร์ ติดอันดับบริษัทผู้ผลิตยุทโธปกรณ์มียอดขายสูงเป็น “อันดับ 52 ของโลก” ด้วยรายได้ประมาณ 1,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ยุทโธปกรณ์ที่ส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ได้แก่ รถสายพานอเนกประสงค์ Bronco ที่ส่งออกไปยังประเทศอังกฤษ “เครื่องยิงลูกระเบิด” และ “เรือ LPD ชั้น Endurance” หรือ เรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ ที่ “กองทัพเรือไทย” ได้จัดซื้อจากสิงค์โปร์ จำนวน 1ลำ คือ “เรือหลวงอ่างทอง”
นอกจากนี้สิงคโปร์ยังเป็นฐานการผลิตอะไหล่และชิ้นส่วนอากาศยานของบริษัทขนาดใหญ่ อาทิ “Rolls-Royce” ที่ได้เข้ามาก่อตั้งโรงงานผลิต Hollow titanium wide chord fan blades (WCFBs) ซึ่งโรงงานนี้ถือว่าเป็นสายการผลิตนอกสหราชอาณาจักรเพียงแห่งเดียว โดยมีแรงงานกว่า 500 คน บริษัท Thales ได้ตั้งศูนย์การผลิตระบบควบคุมการบินสำหรับเครื่องบินโดยสารแบบ A320 and the A330 ซึ่งระบบประกอบไปด้วย Flight Management and Guidance Computers, Spoiler-Elevator Computers, Flight Augmentation Computers และระบบแสดงผลแบบ Liquid Crystal Display ซึ่งถือว่าเป็นฐานการผลิตที่สองในโลกสำหรับเครื่อง Boeing 787 Dreamliner
ในขณะที่ “ประเทศไทย” อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ยังอยู่ในระดับพึ่งพาตนเองได้ คือ ผลิตยุทโธปกรณ์ขึ้นมาใช้เองได้ แต่ไม่สามารถผลิตเพื่อส่งออก หรือ ขายในเชิงพาณิชย์ได้
ที่ผ่านมา สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) กระทรวงกลาโหม ได้ทำวิจัย และ ผลิตยุทโธปกรณ์ขึ้นมาหลายชนิด เช่น จรวดหลายลำกล้องแบบนำวิถี DTI-1G ที่สามารถยิงไกลถึง 150 กิโลเมตร นำวิถีด้วย GPS/INSCombined และ ยานเกราะล้อยาง ขนาด 8X8 ที่สามารถนำไปปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนได้
“สาเหตุที่ยุทโธปกรณ์เหล่านี้ ไม่สามารถขาย หรือ ส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศได้ เนื่องจากติดข้อกฏหมายหลายชนิด เช่น กฎหมายว่าด้วยการควบคุมยุทธภัณฑ์ กฎหมายว่าด้วยโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน กฎหมายว่าด้วยโรงงานอุตสาหกรรม และกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ”
ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 61 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการ ร่าง พ.ร.บ.เทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ และส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ก่อนจะส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาออกเป็นร่างกฎหมาย
“โดยเนื้อหาของพ.ร.บ.ฉบับนี้ มีสาระสำคัญ คือ ให้มีการผลิต ประกอบรวม ปรับปรุง ซ่อมสร้าง ขาย แลกเปลี่ยน ให้ยืม ให้เช่า และให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีป้องกันประเทศ รวมถึงการส่งออกไปนอกราชอาณาจักร พร้อมกำหนดให้ สทป. ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมยุทธภัณฑ์”
พล.อ.อ. ดร.ปรีชา ประดับมุข ผอ.สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ระบุว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ทำให้ไทยได้ประโยชน์ คือ 1.สามารถผลิต ขาย ให้ยืม หรือ ซ่อมสร้าง ยุทโธปกรณ์ต่างๆได้ โดยสทป.ทำงานร่วมเอกชน 2. สามารถร่วมทุนกับเอกชน ทั้ง ในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้ศักยภาพอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจค่อนข้างคล่องตัวมากขึ้น 3. สามารถยกเว้นกฎหมายว่าด้วยการควบคุมยุทธภัณฑ์ได้
อีกทั้งถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่านแล้ว สทป.ก็จะต้องปรับโครงสร้าง ต้องจัดตั้งหน่วยที่มีหน้าที่ซื้อขายขึ้นมา เพื่อให้สอดคล้องกับพ.ร.บ.ฉบับนี้ และ 4. เรื่องของความมั่นคง เพราะถ้าผลิตอุตสาหกรรมป้องกันประเทศก็จะมีอำนาจต่อรองจากต่างประเทศได้
“ในอดีตการจัดซื้อยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศ ไม่สนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในประเทศเราเอง เพราะอาจไม่เชื่อมั่น แต่ในอนาคตพ.ร.บ.นี้ออกมา รัฐบาลอาจจะต้องออกนโยบาย หรือกฎหมาย เพื่อกำหนดให้การซื้อยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศได้เพียง30 % และต้องซื้อของที่ผลิตในไทย 70 % เพราะถ้าไม่กำหนดนโยบายในลักษณะนี้ก็จะกลับไปเหมือนเดิม คือผลิตออกมาแล้วไม่รู้จะไปขายให้ใคร ดังนั้นจึงต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเราเอง” พล.อ.อ. ดร.ปรีชา กล่าว
สุดท้ายก็ต้องมาดูว่าที่ประชุมสนช.จะผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้หรือไม่