เมื่อวันที่ 16 พ.ค.61 นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวในงานสัมมนา หัวข้อ “รัฐธรรมนูญปราบโกง จะสัมฤทธิ์ผลได้จริงหรือไม่” ที่จัดโดยคณะอนุกรรมาธิการด้านระบบการเลือกตั้งและพรรคการเมือง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ร่วมกับ สมาคมรัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า ว่า การตรวจสอบทุจริตตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง เพราะ คณะกรรมองค์กรอิสระหลายหน่วยงาน ถูกสรรหาผ่าน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้แต่งตั้ง ซึ่งอาจมีผลต่อทิศทางการทำงานของฝ่ายตรวจสอบในอนาคต
ในขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีการตั้งสมญานามว่า “ฉบับปราบโกง” ซึ่งถือเป็นการตลาดที่ดี ที่ผู้ยกร่างนำประเด็นในสังคมมาตั้งฉายาให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ หากย้อนไปดูวิกฤตทางการเมืองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การทุจริต การใช้อำนาจมิชอบ ถือเป็นสาเหตุหลักของความขัดแย้ง แม้การลงประชามติ ตนไม่ได้ให้ความเห็นชอบ เนื่องจากหลายบทบัญญัติการปราบปรามการทุจริต อาจไม่สัมฤทธิผล เหมือนที่โฆษณาไว้ หากเปรียบเทียบกับฉบับเก่า ๆ ก็มีบางเรื่องที่ถดถอย และบางเรื่องที่เป็นประโยชน์ เช่น การไม่นับอายุความนักการเมืองที่หลบหนีคดี
พร้อมกันนี้ นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ได้ปฏิเสธไม่กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามแนวทาง “มหาเธร์โมเดล” ที่สามารถชนะการเลือกตั้ง ด้วยวัย 92 ปียืนยันการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคประชาธิปัตย์ จะต้องเป็นทางเลือกให้กับอนาคตของประเทศ ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด แต่ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะคิดต่อสู้ หรือจับมือกับใคร